หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
แนะใช้ประโยชน์อาเซียน เชื่อมโยงเพิ่มมูลค่าค้าชายแดน-ขยายลงทุน CLMV

27 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1986)

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนว่า หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2559 ที่สมาชิกของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มาถึงการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลายคนบอกว่าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเนื่องจากที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเกิดขึ้นมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ และการลดภาษีในสินค้าและบริการหลายชนิดจนมีภาษีเป็นศูนย์
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเห็นภายหลังการเข้าสู่อาเซียนชัดเจนใน 1 - 2 ปีหลังจากนี้ก็คือการเคลื่อนย้ายของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือจะมีการเคลื่อนย้ายไปในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น ตามการผ่อนปรน เงื่อนไขในการเคลื่อนย้ายแรงงาน นอกจากนั้น สิ่งที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยควรทำให้การเปิดประชาคมอาเซียนมีความหมายในทางปฏิบัติมากขึ้น ก็คือในเรื่องของการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศผ่านจุดผ่านแดนต่าง ๆ ทำให้พรมแดนที่เป็นอุปสรรคทางการค้าลดลงซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าในจุดสำคัญ ๆ มีการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างประเทศแล้วมีมูลค่าการค้าและการเข้าออกของผู้คนผ่านเข้าออกระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้น เช่น อ. เชียงของ จ. เชียงราย หรือ จุดผ่านแดนไทย - สปป.ลาว ใน จ. หนองคาย และจุดผ่านแดนไทย - กัมพูชา จ. มุกดาหาร เมื่อมีการเปิดจุดผ่านแดนมากขึ้นมูลค่าการค้าก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
 
"อาเซียน หรือ AC มีนัยอย่างมากกับประเทศไทยและเป็นนัยที่มีมานานแล้ว เนื่องจากเราอยู่ตรงกลางของภูมิภาคนี้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างการเชื่อมโยง ทำให้พรมแดนหายไป ทำให้สินค้าของไทยออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านหรือในเมืองที่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี เช่น เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ลาว ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่เศรษฐกิจของไทยยังพอไปได้แต่คึกคักน้อยกว่าเราต้องหาทางให้สินค้าของเราไปขายในตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น" นายกอบศักดิ์กล่าว
 
ศรษฐกิจในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มของเศรษฐกิจที่มีปัญหาจะยังคงต่อเนื่องไปในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจดีและมีการฟื้นตัวชัดเจนจำกัดอยู่ในประเทศสหรัฐและกลุ่มประเทศ CLMV เท่านั้น ขณะที่ในญี่ปุ่น ยุโรป ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนั้น การอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นประโยชน์กับการส่งออกของเรา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากปีก่อนที่ในช่วงต้นปีค่าเงินบาทของเราแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค เช่น ค่าเงินบาทเราเคยแข็งค่ากว่าสิงคโปร์ 10% แต่ตอนนี้ปรับตัวมาเหลือแข็งค่ากว่าสิงคโปร์แค่ 1 - 2% เท่านั้น ทำให้เราแข่งขันเรื่องราคาได้มากขึ้น โดยตัวเลขการส่งออกปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้และส่วนหนึ่งเป็นเพราะในปีนี้เราแข่งขันเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนได้
 
อย่างไรก็ตาม มองว่าบริษัทในประเทศไทยที่จะเข้าสู่อาเซียนต้องสร้างความคิดใหม่ ไม่คิดว่าเราเป็นบริษัทสัญชาติไทย แต่เป็นบริษัทที่เป็นบริษัทระดับภูมิภาค (regional company) เป็นบริษัทของอาเซียน แล้วสร้างความพร้อมที่จะเป็นบริษัทระดับโลก (Global Company) บางบริษัทไม่ขยายการลงทุนในไทยมากนักแต่ไปขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างมาก เช่น บริษัท ไทยซัมมิท มีการขยายไปลงทุนในอาเซียนในหลายประเทศ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ถูกต้อง เพราะในระยะยาวนี่คือความแข่งขันของผู้ประกอบการไทยคือการขยายการลงทุนออกไปข้างนอกมากกว่าพึ่งพารายได้จากในประเทศอย่างเดียว
 
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากที่พัฒนาแนวความคิดว่าต้องขยายการลงทุนออกไปข้างนอก โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการไทยเราไม่ได้ผลิตสินค้าให้กับตลาดในประเทศอย่างเดียว แต่เรากำลังผลิตสินค้าให้กับประเทศรอบ ๆ บ้านเราและในภูมิภาคอาเซียนด้วย โดยขณะนี้บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยที่มีส่วนแบ่งรายได้ภายในประเทศ 50% และจากประเทศเพื่อนบ้าน 50% ซึ่งผู้ประกอบการส่วนนี้เขามองเห็นโอกาสว่า หากขายตลาดไปยังประเทศรอบ ๆ บ้าน ฐานลูกค้าของเขาจะเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านคน เป็น 190 ล้านคน เฉพาะในประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย และประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจกำลังขยายตัวเร็ว และที่สำคัญมีประชากรจำนวนมากที่ชื่นชอบสินค้าไทย ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีเพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของทุกประเทศกำลังขยายตัวในอัตราที่ดี เช่น เมียนมา จีดีพีโต 8.5% เวียดนามโต 5.5% ลาวโต 8% เป็นต้น
 
ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทยในอนาคตว่ารัฐบาลมีความตั้งใจและขับเคลื่อนเต็มที่ เช่น เรื่องออโต้เมชั่น การผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรม การพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหาร (Food Annapolis) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาแต่มีความจำเป็นเพราะหลาย ๆ ประเทศในอาเซียนมีนโยบายลักษณะนี้และสามารถเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดยในการสร้างซุปเปอร์คลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องใช้เวลา และต้องมีการเจรจากับนักลงทุนเพื่อสร้างให้เกิดการลงทุนที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในอีกประมาณ 20 - 30 ปีข้างหน้า ข
 
ณขณะนี้นักลงทุนบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ก็อยากเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทยแต่ยังติดเรื่องของการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น และทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเวียดนามที่เป็นสมาชิกแล้ว เพราะญี่ปุ่นต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยี คือประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งหากเกาหลีใต้ไปปักธงลงทุนในเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิก TPP ขณะที่ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก ญี่ปุ่นก็ต้องคิดทบทวนว่าจะมาลงทุนในไทยหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่เขากังวลใจ
 
 
 
ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์