หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
บีโอไอปรับแผนลงทุนในอาเซียน

26 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1649)

ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลมองเห็นและพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุน
 
โชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มจำนวนนักลงทุนไทยที่สนใจออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจอย่างมาก ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวบรวมมูลค่าทุนไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศอาเซียนพบว่า ขณะนี้มีสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเข้ามาลงทุนในไทย โดยในปี 2557 ทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมูลค่าทุนจากต่างประเทศมาลงทุนไทยอยู่แค่ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขการออกไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนไทยในช่วง 9 เดือนของปี 2558 พบว่า ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศมาไทยอยู่ที่ 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
 
สำหรับแนวโน้มที่นักลงทุนไทยจะออกไปลงทุนต่างประเทศกำลังมีสัดส่วนที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้สัดส่วนอาจจะขยับขึ้นมาแตะระดับใกล้กัน เนื่องจากนโยบายไทยแลนด์พลัสวันของญี่ปุ่นที่มีนโยบายให้ขยายฐานการลงทุนจากไทยเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และส่วนหนึ่งมาจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) "การที่เศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้กำลังเบ่งบาน และการที่ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เพิ่งเปิดประเทศจึงทำให้มีสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ออกมามากกว่าไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้จึงยั่วยวนให้นักลงทุนไทยรุ่นใหม่ ๆ กล้าตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเข้าไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มนี้" โชคดี ระบุ
 
อย่างไรก็ตาม บีโอไอไม่มีอำนาจหน้าที่ในการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยที่จะออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน แต่จากเทรนด์ที่เห็นสิ่งที่บีโอไอจะทำได้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีจำนวนผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นในปีนี้คือ การให้ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น และให้คำแนะนำเจาะลึกย่อยลงไปในแต่ละภาคส่วน ทั้งตัวอุตสาหกรรมและให้ข้อมูลการลงทุนในแต่ละเมืองที่เหมาะสมกับสินค้าที่จะไปลงทุน เป็นต้น
 
ทั้งนี้ เบื้องต้นบีโอไอจะเน้นให้การส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้สามารถและมั่นใจในการออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนก่อนหน้าให้ได้ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านที่บีโอไอมองว่ามีศักยภาพและมีความน่าสนใจเป็นดาวรุ่งในการออกไปลงทุนคือเมียนมาเพราะเพิ่งเปิดประเทศ อีกทั้งยังมีโครงสร้างและศักยภาพที่ใกล้เคียงกับไทยในอดีต ทำให้ง่ายต่อการเชื่อมโยงภาคการผลิตระหว่างกัน
 
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่บีโอไอเน้นโฟกัสสนับสนุนให้ไปลงทุนเพื่อนบ้าน ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะต่าง ๆ ขณะที่การลงทุนจากเพื่อนบ้านอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในไทยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มทุนสิงคโปร์ โดยกลุ่มทุนสิงคโปร์ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมซ่อมอากาศยาน และลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ รวมถึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องจักร ส่วนกลุ่มทุนจากเพื่อนบ้านที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยรองลงมาคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย
 
นอกจากนี้ บีโอไอยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนด้วย โดยช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมแล้วรวม 8 ราย รวมมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 422 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมแล้ว 6 โครงการ เป็นโครงการผลิตเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม 4 โครงการ โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ 1 โครงการ และโครงการผลิตยางแผ่น 1 โครงการ
 
ทั้งนี้ จะเห็นว่าในปีนี้บีโอไอจะพยายามเดินเกมรุกทั้งการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนเพื่อนบ้านและการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยใช้เป็นสนามทดสอบและสะพานก้าวเข้าไปสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายและสะดวกขึ้น
 
 
 
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โพสต์ทูเดย์)

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์