หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TTIP ข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ US-EU ลดภาษี-แรงงาน-สิ่งแวดล้อม

25 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1790)

หลังจาก 12 ประเทศสมาชิก นำโดยสหรัฐประกาศความสำเร็จในการเจรจา "ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)" ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 โดยไทยยังอยู่ระหว่างเตรียมการพิจารณาตัดสินใจ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่อยู่นั้น "สหรัฐ" ได้เริ่มปักหมุดการเจรจา "ความตกลง Transatlantic Trade and Investment Partnership (TTIP)" รวมกับสหภาพยุโรปเป็นสเต็ปต่อไป
 
ความตกลง TTIP และ TPP มีความเชื่อมโยงที่จะส่งแรงกระเพื่อมถึงไทยอย่างแน่นอน แหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า TTIP ดูเป็นเรื่องใหม่แต่มาแรงมาก เพราะทั้งสองฝ่ายต้องการสรุปผลการเจรจาให้ได้ในปี 2559 ทางกรมจึงศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง 2 ความตกลงเป็นการภายในโดยมีนัยว่า "TTIP" เป็นความตกลงที่ยกระดับทุกเรื่อง "ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการค้า" แต่รวมถึงมาตรการที่ไม่ใช่การค้า แต่ยังรวมถึงเรื่องกฎระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม แรงงาน ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ก็ถูกผลักมาอยู่ใน TTIP ด้วย
 
หากถามว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมและแรงงานใน TTIP เหมือน TPP เลยหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเหมือน เพราะให้นโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมและแรงงานอย่างมาก และได้นำมาผูกพันในเอฟทีเอ ฉะนั้นไทยย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะเดิมไทยสามารถใช้ช่องว่างของสองตลาด เช่น อียู ออกกฎระเบียบเข้มงวดก็ส่งออกไปสหรัฐแทน หรือสหรัฐเข้มงวดก็ส่งออกไปตลาดอียูได้ แต่เมื่อยักษ์ใหญ่หันมาจับมือกัน ไทยจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
 
ขณะนี้ TTIP มีการเจรจารอบ 11 ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 และมีกำหนดจะเจรจารอบ 12 ในต้นปี 2559 และมีเป้าหมายจบในปีนี้ โดยเจรจาทั้งหมด 11 เรื่อง ประเด็นสำคัญ คือ การหารือเรื่องการพัฒนาการค้าอย่างยั่งยืน (Trade and Sustainable Develop : TSD) ซึ่งช่วงหลัง ๆ ประเทศพัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยอียูได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนฉบับใหม่ ครอบคลุมกว้างทั้งสิ่งแวดล้อมและแรงงาน หากเจรจาจบไม่ใช่จะผูกพันเฉพาะตัวประเทศที่เจรจาเอง แต่จะผลักดันให้ทุกประเทศเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติตามพันธสัญญาในเวทีระหว่างประเทศ ห้ามแต่ละฝ่ายผ่อนปรนกฎหมายภายในประเทศด้านแรงงานและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนใหม่ ๆ
 
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมเสนอให้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอียูและสหรัฐ เพื่อต่อสู้กับการทำไม้ ทำประมง ที่ผิดกฎหมาย หรือการค้าพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ การจัดทำนโยบายเพื่อป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบต่อสุขอนามัยมนุษย์และสิ่งแวดล้อม บริการทางการค้า สารเคมีหรือของเสีย ส่งเสริมการค้าและการลงทุนสำหรับสินค้าและเทคโนโลยีสีเขียว และเน้นย้ำเรื่องการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ป่าไม้ ประมง สัตว์ป่าและทรัพยากรชีวภาพ
 
ส่วนประเด็นด้านแรงงานเน้นสนับสนุนและพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันตามยุทธศาสตร์ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 4 ด้าน คือ การส่งเสริมการจ้างงาน การคุ้มครองทางสังคม การเจรจาทางสังคม และหลักการพื้นฐานและสิทธิในการทำงาน นอกจากนี้ ต้องไม่เลือกปฏิบัติและมีความเท่าเทียมกันทางเพศ และเน้นย้ำการปฏิบัติตามและส่งเสริมมาตรฐานแรงงานหลักของ ILO ในด้านเสรีภาพในการสมาคม สิทธิในการเจรจาต่อรอง การขจัดแรงงานบังคับทุกรูปแบบ การกำจัดแรงงานเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ และการไม่เลือกปฏิบัติในบริบทการจ้างงานและอาชีพ การบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับอนุสัญญา ILO การสนับสนุนโครงสร้างต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการเจรจาทางสังคมทั้งภายในประเทศและระดับภูมิภาค ตลอดจนสนับสนุนการขจัดแรงงานเด็กในรูปแบบที่ร้ายแรงที่สุดและขจัดแรงงานบังคับทุกรูปแบบ
 
ด้านการค้าสินค้าทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะลดภาษีเป็น 0% ภายใน 3 - 7 ปี ไว้สัดส่วน 97% ของสินค้าทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 3% เช่น เนื้อวัว เนื้อสัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นมและน้ำตาลจะหารือต่อไป และยังกำหนดกลุ่ม "T Catergory" ขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วย 1% ของสินค้าเกษตรและ 1% ของสินค้าอุตสาหกรรม น่าจะลดภาษี 3 - 10 ปี เช่น ข้าวเปลือก กระเทียม สารเคมีและยานยนต์ อยู่ระหว่างการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าอุตสาหกรรมที่กำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะ และอยู่ระหว่างการพิจารณารายการสินค้าบริการที่จะเปิดเสรี ซึ่งแลกเปลี่ยนกันไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558
 
อย่างไรก็ตาม "อียู" เริ่มสนใจที่จะหวนกลับมาเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียู อีกรอบ หลังจากที่อียูเจรจาเอฟทีเอทวิภาคีกับอาเซียนไป 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม เจรจาทวิภาคีจบไปแล้ว โดยในส่วนของเวียดนามเพิ่งจบล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2558 คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ต้นปี 2018 (2561) ส่วนไทยและมาเลเซียอยู่ระหว่างการเจรจา และอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เตรียมจะเปิดการเจรจา ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ให้เจรจาแบบคู่ขนานกันไป โดยมีทวิภาคีกับอียูเป็นฐาน
 
ฉะนั้นต้องลุ้น "ผลสรุป" การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ในเดือนสิงหาคม 2559 หาก "ไฟเขียว" ไทยต้องกำหนดท่าทีเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงกลางปีหลัง และต้องเตรียมพร้อมกับมาตรฐานการเจรจาใหม่ในแบบฉบับเดียวกับ TTIP หมายถึงได้รับผลจากแรงกระเพื่อมครั้งนี้แน่นอน
 
 
 
ที่มา :  ประชาชาติธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์