หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
วัฒนธรรมการกินของชาวมุสลิม ประชากรส่วนใหญ่ของอาเซียน รู้ไว้ได้ประโยชน์

1 กุมภาพันธ์ 2016 (จำนวนคนอ่าน 4536)

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากจะมองด้านโอกาสจากการมีประชากร 60 กว่าล้าน เป็นกว่า 600 ล้านคน โดยเฉพาะพี่น้องชาวมุสลิม เราสามารถที่จะทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้อีกมากเพื่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศและเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว หนึ่งในอาชีพที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การบริการด้านอาหารการกิน ซึ่งเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่พี่น้องชาวมุสลิมในอาเซียนยังไม่เข้ามาในเมืองไทยมากนักเนื่องจากหาของกินยาก
 
ซึ่งหากเราสามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงแนวทางการให้บริการที่สอดคลองกับวัฒนธรรมมุสลิมแล้วจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ชาวมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม มีวัฒนธรรมการกินที่เป็นไปตามวิถีชีวิตของชาวมุสลิม คือเลือกบริโภคอาหารเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย บริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทั่วไปเรียกว่า "ฮาลาล”
 
นอกจากนี้ องค์อัลลอฮ ทรงแนะนำให้มุสลิมบริโภคสิ่งที่บำรุงร่างกายได้ เช่น น้ำนม น้ำผึ้ง ผลไม้ อาหารทะเล การบริโภคต้องอยู่ในอาการสำรวม ไม่ยืนหรือเดินขณะรับประทานอาหาร อาหารที่ไม่อนุญาตให้มุสลิมบริโภคคือ หมู โดยชาวมุสลิมเชื่อว่าหมูเป็นสัตว์สี่เท้าที่กินอาหารไม่เลือกและเป็นสัตว์ที่มีเชื้อโรคภายในตัวมาก เป็นเชื้อโรคที่ฆ่าให้ตายได้ยาก
 
อย่างไรก็ตาม หากมุสลิมอยู่ในสภาวะคับขันเมื่อสุดวิสัยที่จะหาอาหารใด ๆ ได้แล้ว หากอดอาหารอันจะเป็นผลต่อชีวิตหรือสุขภาพก็ยอมให้บริโภคได้ ส่วนอาหารที่เป็นของมึนเมาทุกชนิด ได้แก่ เหล้า เบียร์ มีข้อห้ามอย่างชัดเจน แม้แต่จะนำมาผสมยารักษาโรคก็ถือว่าทำไม่ได้ และการห้ามดังกล่าวให้รวมถึงผู้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิต ผู้จำหน่าย ผู้เสิร์ฟ หรือบริการด้วย "อาหารมุสลิม” คนที่จะปรุงอาหารประเภทนี้ต้องเป็นคนมุสลิมเท่านั้น ที่สำคัญต้องปรุงให้ถูกต้องตามหลักบัญญัติอิสลาม ไม่ขัดต่อบัญญัติอิสลาม และยังต้องมีวิธีการปรุงที่สะอาด รวมทั้งส่วนผสมก็ต้องสะอาด หรือไม่ส่อว่าอาจมีเชื้อโรค
 
อาหารยอดนิยมของคนไทยมุสลิม คือ ข้าวหมกไก่ ซุปเนื้อวัว ข้าวยำ ไก่ฆอและ และขนมหวาน อาเกาะ โรตีปาแย โรตี มะตาบะ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลถือศีลอดหรือเทศกาลอื่น เช่น ฮารีรายอ, งานแต่ง, งานขึ้นบ้าน และในประเทศอาเซียนอย่างประเทศมาเลเซียก็มีวัฒนธรรมการกินที่คลายกัน เช่น นาซิ เลอมัก (NasiLemak) เป็นในอาหารยอดนิยมในมาเลเซีย เป็นข้าวผัดกับกะทิและสมุนไพรเสิร์ฟพร้อมกับปลากะตักทอด แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุกและถั่วอบ อาหารว่างก็จะเป็น สะเต๊ะ เป็นอาหารที่รู้จักแพร่หลาย นิยมใช้เนื้อวัวหรือเนื้อไก่ย่างบนเตาถ่าน รับประทานกับน้ำจิ้มรสชาติหวานหอมเผ็ดและเครื่องเคียง เช่น แตงกวา หัวหอมหรือข้าวต้มมัด
 
ดังนั้น จึงสรุปว่า อาหารมุสลิมต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติของอิสลาม คือ ไม่มีส่วนผสมที่ต้องห้าม เช่น เนื้อหมู น้ำมันหมู หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากหมู รวมถึงเลือดสัตว์ไม่ว่าชนิดใด อาหารที่มาจากพืชที่มีพิษและเป็นอันตรายทุกชนิด และอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายทั้งหมด ซึ่งในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะมีพี่น้องชาวมุสลิมทั้งที่เป็นชาวไทยเองและจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น การบริการด้านอาหารการกินเป็นสิ่งจำเป็น
 
หากใครที่สนใจที่จะประกอบธุรกิจการบริการด้านอาหารก็ลองไปศึกษาหาความรู้กันดู เพราะการทำการค้าประเภทนี้จะไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเป็นผู้เลือก หากเราทำได้ดีและมีมาตรฐานรับรองเป็นที่น่าเชื่อถือ โอกาสทำการค้ากับพี่น้องชาวมุสลิมก็จะเป็นไปอย่างง่ายดาย
 
 
 
โดย ประสิทธิ์ บาหลัง กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์