หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
โอกาสและความท้าทายของห่วงโซ่มูลค่าอาเซียน

20 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1623)

การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีเป้าหมายสำคัญประการหนึ่ง คือ การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกันผ่านการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุนอย่างเสรี รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานมีฝีมือที่เสรียิ่งขึ้นนั้นจะยิ่งทำให้ห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน (ASEAN Value Chains : AVCs) เติบโตได้มากขึ้น ปัจจุบันการลดภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคมีความคืบหน้าไปมาก กล่าวคือ ระดับอัตราภาษีศุลกากรของอาเซียน 6 ประเทศ เป็นศูนย์เกือบทุกรายการแล้วตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่ประเทศ CLMV อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้
 
ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าและความเชื่อมโยงในภูมิภาคมีการดำเนินงานตาม ASEAN Economic Blueprint อย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายใต้แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน เป็นต้น ซึ่งช่วยให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนมีต้นทุนที่ถูกลง
 
จากรายงานของสำนักงานเลขาธิการอาเซียนและธนาคารโลก (2013) พบว่า ต้นทุนการค้าสินค้าภายในภูมิภาคคำนวณตามมูลค่าสินค้า (Ad valorem) ลดลงจากร้อยละ 100 ในปี 2001 มาอยู่ที่ร้อยละ 85 ในปี 2009 นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากอาเซียนสามารถรวมกลุ่มกันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตโดยรวมกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุน ผ่านการประหยัดต่อจากขนาดการผลิต การลดต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิต การลดต้นทุนของสินค้าคงคลัง การลดค่าขนส่งและการลดค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ภาษี และการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า เป็นต้น
 
การศึกษาฉบับนี้ได้คัดเลือก ASEAN Value Chains หรือ AVCs ใน 2 อุตสาหกรรม เพื่อศึกษาตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่มูลค่า โดยพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ และศึกษาปัจจัยที่จะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน โดย AVCs ที่ถูกคัดเลือกจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่ออาเซียนทั้งในแง่การส่งออกและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาเซียน รวมถึงต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอาเซียนสามารถแข่งขันได้
 
ทั้งนี้ การคัดเลือก AVCs เริ่มจากพิจารณาสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกของอาเซียน (ไม่รวมน้ำมัน) ประกอบกับเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่
1) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกของอาเซียนมากขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของอาเซียนในระยะต่อไป
2) เป็นอุตสาหกรรมที่อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อให้อาเซียนได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
3) เป็นอุตสาหกรรมที่ความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนั้นมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ในอนาคต
4) เป็นอุตสาหกรรมที่อาเซียนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้าได้มาก ซึ่งจะทำให้อาเซียนได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวด้วย
 
จากเกณฑ์ 4 ด้านข้างต้น ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มถูกคัดเลือกเป็น AVC I เนื่องจากเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่อยู่ใน 4 อันดับแรกจากเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน นอกจากนี้ ยังได้เลือกอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเป็น AVC II เพื่อใช้ศึกษาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour-intensive)
 
ในการศึกษาปัจจัยสนับสนุนการยกระดับ AVCs ให้มีมูลค่าเพิ่มและใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สูงขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน
(1) เป็น 1 ใน 10 สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดของอาเซียน
(2) อยู่ใน 4 อันดับแรกจาก 2 ใน 4 เกณฑ์ของการคัดเลือก AVCs
(3) เป็นสินค้าที่ใช้ระดับเทคโนโลยีการผลิตขั้นกลางถึงสูง
โดยการจัดกลุ่มของ UNCTAD ซึ่งจะทำให้มีมุมมองเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้
 
 
 
ไพลิน ผลิตวานนท์ และคณะสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
โพสต์ทูเดย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์