หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> มาเลเซีย (Malaysia)
ประวัติศาสตร์มาเลเซียโดยย่อ

19 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 35432)

เมื่อประมาณพันปีมาแล้ว บริเวณอันเป็นที่อยู่ของมาเลเซียในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยที่เคยรุ่งเรืองด้านการค้าและมีอำนาจยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในที่สุดประมาณศตวรรษที่ 14 อาณาจักรศรีวิชัยก็เสื่อมถอยและล่มสลายลงในช่วงเวลาใกล้กัน ศูนย์กลางความเจริญทางการค้าของภูมิภาค ได้ไปอยู่ที่เมืองมะละกาซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของคาบสมุทรแหลมมลายูที่อยู่ ตรงข้ามเกาะ สุมาตราเมืองมะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าการเดินเรือที่สำคัญ จึงเรียกขานช่องแคบนี้ว่าช่องแคบมะละกา และยังเป็นศูนย์กลาง การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม โดยพ่อค้าชาวอาหรับจากตะวันออกกลางที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับผู้คนบริเวณแถบนี้
 
ในยุคอาณานิคมโปรตุเกสเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามายึดครองมะละกาได้เมื่อ พ.ศ. 2054 ตามมาด้วยประเทศฮอลแลนด์ในราวปี พ.ศ. 2183 แต่ทั้งสองชาติไม่ได้มุ่งหวังที่จะเข้ายึดครองมลายูเป็นอาณานิคม อย่างแท้จริง แต่มีจุดมุ่งหมายต้องการติดต่อค้าขายและเผยแพร่ ศาสนาคริสต์มากกว่าโปรตุเกสได้ถ่ายโอนมะละกาให้แก่ฮอลแลนด์ ซึ่งได้ครอบครองมะละกานานถึง 183 ปี จนกระทั่งได้เปลี่ยนผู้ครอบครอง มาเป็นจักรภพอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2367
 
จักรภพอังกฤษได้เริ่มแผ่ขยายการล่าอาณานิคมมาถึงแหลมมลายู เมื่อปี พ.ศ. 2329 เมื่อสุลต่านไทรบุรีได้ให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก หรือเกาะปีนัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2362 สิงคโปร์ก็ตกอยู่ในความครอบครอง ของอังกฤษ ซึ่งการเข้ายึดมะละกาของอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2367 เป็นผลมาจากสนธิสัญญาระหว่างดัทช์กับอังกฤษ จะร่วมกันดูแลช่องแคบมะละกาโดยดัทช์อยู่ทางเกาะสุมาตราและอังกฤษอยู่ตรงข้าม ด้านแหลมมลายู ในปี พ.ศ. 2369 อังกฤษได้จัดตั้งอาณานิคมที่มี ระบบหน่วยบริหารการปกครองหน่วยเดียว (Straits Settlement) ประกอบด้วย ปีนัง มะละกาสิงคโปร์ และลาบวน ซึ่งเป็นเกาะนอกชายฝั่ง เกาะบอร์เนียว จากนั้นอังกฤษก็ค่อยๆ แผ่อิทธิพลเข้ามาสู่รัฐต่างๆ ในแหลมมลายู โดยแต่งตั้ง "ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ไปประจำตามรัฐต่างๆ โดยนัยแล้วก็คือ ผู้ทำหน้าที่บริหารราชการ ของรัฐนั้นๆ และในช่วงเวลาเดียวกัน
ซาบาห์ (บอร์เนียวเหนือ) ซาราวัค และบรูไน ซึ่งเป็นดินแดนในเกาะบอร์เนียวชายฝั่งทะเลจีนใต้ได้ตกอยู่ ภายใต้การปกครองของอังกฤษทั้งหมด
สำหรับมูลเหตุสำคัญที่อังกฤษได้เข้ามายึดครองแหลมมลายู มีดังนี้
 
(1) ได้มีการสำรวจพบแหล่งแร่ดีบุกที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ต้องการอย่างมากของอุตสาหกรรมโรงงานผลิตกระป๋อง โดยแหล่งแร่ที่ใหญ่อยู่ในรัฐเปรัคบนคาบสมุทรมลายู
(2) รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการคุ้มครองตลาดการค้าของตน ในย่านนี้อย่างจริงจัง เพราะพ่อค้าอังกฤษกับพ่อค้าชาวต่างชาติ ต่างแย่งตลาดค้าขายเป็นประจำ
(3) แหลมมลายูมีการขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ท้องถิ่นระหว่าง สุลต่านรัฐต่างๆ ส่งผลให้เกิดการชะงักงันทางการค้าและการลงทุน จากต่างประเทศ ทำให้กิจการของอังกฤษได้รับผลกระทบ
(4) ต้องการให้เป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การติดต่อค้าขาย กับจีน
(5) อังกฤษต้องการแสวงหาที่อยู่ฐานทัพเรือ เพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง คือฝรั่งเศส
 
ในช่วงระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2481 - 2488) ดินแดนทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทั้งที่เป็นของอังกฤษและ เนเธอร์แลนด์ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครอง ดินแดนต่างๆ ในภาคพื้นเอเซีย เพื่อเข้าไปประสานกับเยอรมันและอิตาลี ในยุโรป ทำให้อังกฤษได้ถอนตัวออกไปชั่วคราวใน พ.ศ. 2482 แหลมมลายู ทั้งหมดอยู่ในการยึดครองของญี่ปุ่น ในระหว่างการยึดครองได้เกิด ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น "The Malayan People’s Anti - Japanese Army (MPAJA)” ซึ่งแกนนำคือกลุ่มชนมลายูที่มีเชื้อสายจีนเป็นส่วนใหญ่ และกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนกลุ่มต่อต้านคือพรรคคอมมิวนิสต์มลายู "Malayan Communist Party (MC)”
 
ภายหลังสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพาในปี พ.ศ. 2488 ประเทศ อังกฤษกลับเข้าครอบครองมลายูในปี พ.ศ. 2489 โดยพรรคคอมมิวนิสต์ มลายูได้ยื่นคำขาดให้อังกฤษคืนเอกราชโดยทันที ซึ่งการกระทำดังกล่าว ฝ่ายอังกฤษไม่ยินยอมเพราะเป็นการเสียศักดิ์ศรีและอังกฤษได้ปฏิเสธ ระยะต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงได้เกิดกระแสขึ้น ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ นโยบายสหประชาชาติได้ประกาศ ให้ผู้คนซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติอื่นสามารถเลือกวิถีชีวิต ของตนเองนั้น ก็คือการล้มเลิกอาณานิคม ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้กระทำเป็นตัวอย่างคือได้ปลดปล่อยฟิลิปปินส์ จึงนับเป็นเป็นชาติแรก ที่ได้รับเอกราชจากตะวันตก ทำให้อังกฤษไม่สามารถทวนกระแสความต้องการของประชาคมโลกได้ จึงคืนเอกราชแก่อาณานิคมของตนเอง แบบค่อยเป็นค่อยไป คือการคืนเอกราชให้แก่มลายูทั้งหมด ยกเว้นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่สำคัญ
 
 
อังกฤษกำหนดจะคืนเอกราชให้แก่มลายูในปี พ.ศ. 2491 โดยพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในขณะนั้น ประกอบด้วย ความเป็นอยู่ ในลักษณะพหุสังคม ซึ่งมีชาวพื้นเมืองเดิมและชาวจีนที่เข้ามาในช่วงทั้งก่อน และหลังอังกฤษปกครอง และชาวอินเดียซึ่งอพยพมาจากตอนใต้ ของประเทศอินเดีย ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีสิทธิเท่าเทียมกันหมด โดยโครงการ คืนเอกราชมีชื่อว่า"สหภาพมาลายาหรือ Malayan Union Plan (MUP)” ซึ่งวางเป้าหมายว่าโครงการจะสำเร็จใน พ.ศ. 2491 โครงการ MUP กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ชาวพื้นเมืองท้องถิ่นดั้งเดิม (ชาวมลายา) รู้สึกต่อต้าน ซึ่งเรียกว่า"เชื้อชาตินิยม” (Racialism) ซึ่งกลุ่มชาวมาเลย์ ถือว่าตนเป็นบุตรของแผ่นดิน (Bummiputera) จึงไม่ยอมที่จะให้ คนเชื้อชาติอื่นมีสิทธิเท่าเทียมตนเอง (จีนและอินเดีย) ซึ่งชาวจีนและอินเดีย มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่าชาวมาเลย์ จึงเกิดองค์การชาวมาเลย์ ต่อต้านโครงการ MUP โดยเริ่มจากความคิดของมุขมนตรีรัฐยะโฮร์ โดยองค์การดังกล่าวชื่อว่า"Pan Malayan Malay Congress” ในขั้นแรก ต่อมาเปลี่ยนเป็นองค์การสหชาติมาเลย์ (The United Malay National Organization: UMNO) ซึ่งเกิดจากมติที่ประชุมในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 โดยมีตัวแทนขององค์กรของชาวมลายู 41 องค์กร และ การประชุมครั้งนี้ ดาโต๊ะออนน์ บินยะอาฟาร์ จากสมาคมชาวมลายู แห่งรัฐยะโฮร์ (Persatuan Melayu Johor) ได้รับเลือกให้เป็นประธานจากการประชุม มีมติที่สำคัญคือ จัดตั้งองค์การมลายูสามัคคีแห่งชาติ หรือองค์การสหชาติมาเลย์ (The United Malay National Organization: UMNO) และต่อต้านการจัดตั้งสหภาพมาลายาตามแผนการของอังกฤษ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ โดยอังกฤษได้ยอมล้มเลิกโครงการ MUP และ ทำข้อตกลงกับ UMNO ในข้อตกลงว่าด้วยสหพันธรัฐมลายา(Federation of Malaya Agreement) คือการรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ
 
ต่อมาองค์การมลายูสามัคคีแห่งชาติหรือองค์การสหชาติมาเลย์ (The United Malay National Organization: UMNO) ได้พัฒนาเป็นพรรคการเมือง เมื่อดาโต๊ะออนน์ บินยะอาฟาร์ ได้ลาออกจาก การเป็นประธานพรรคคนแรกและไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ เมื่อ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) โดยพรรคการเมืองใหม่นี้ ใช้ชื่อว่าพรรคเอกราชแห่งมาลายา(Independence of Malaya Party) ที่ไม่จำกัดเฉพาะคนเชื้อสายมาลายู ส่วนพรรคอัมโน (UMNO) ที่เหลือ ได้ลงมติเลือก ตวนกู อับดุล ราห์มาน เป็นประธานคนใหม่และท่านได้เขียน บทความในหนังสือพิมพ์ The Star ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2530 ว่า"การต่อสู้การเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2498 นั้น ฉันได้ขอรับบริจาคเงิน โดยการเขียนจดหมายถึงบรรดาชนชั้นปกครองทั้งหลายในมาเลเซีย บรรดาคนรวยชาวอาหรับที่อยู่ในสิงคโปร์และประเทศมุสลิมทุกประเทศ ในตะวันออกกลางและเมื่อฉันเดินทางไปประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือมีแต่เพื่อนในประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความช่วยเหลือ” ซึ่งผล การเลือกตั้งครั้งนี้ ท่านตวนกู อับดุล ราห์มาน ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย
 
อังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่ดินแดนมลายูเกือบทั้งหมดในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ภายใต้ชื่อว่า"สหพันธรัฐมาลายา” (Federation of Malaya) โดยมีจำนวน 11 รัฐ ซึ่งอยู่บนคาบสมุทรมลายู 10 รัฐ และดินแดนที่เป็นเกาะ 1 รัฐ คือ เกาะปีนัง ยกเว้นสิงคโปร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 สหพันธรัฐมาลายาได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้นำของสหพันธรัฐมาลายาคือ ท่านตวนกู อับดุล ราห์มาน มีแนวความคิดที่จะรวมเอาดินแดน ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอังกฤษกำลังจะให้เอกราชดินแดนดังกล่าว คือ เกาะสิงคโปร์ ซาบาห์ ซาราวัค และบรูไน เข้าไปอยู่ในสหพันธรัฐมาลายาและเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วย 11 รัฐเดิม กับอีก 4 รัฐใหม่ รวมเป็น 15 รัฐ แต่โครงการนี้บรูไนได้ปฏิเสธ ที่จะเข้าร่วมด้วย ทำให้สหพันธ์มาเลเซียมีเพียง 14 รัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 สิงคโปร์ได้ประกาศถอนตัวออกจาก สหพันธ์มาเลเซียมาเป็นประเทศเอกราชภายใต้การนำของนายลีกวนยู ทำให้สหพันธ์มาเลเซียมีเพียง 13 รัฐ (มาเลเซียตะวันตก 11 รัฐ และ มาเลเซียตะวันออก 2 รัฐ)
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์