หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เปิดศักราชเออีซี แนะขจัดมาตรการกีดกัน

3 มกราคม 2016 (จำนวนคนอ่าน 1877)

สภาหอการค้าฯชี้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดันการค้า -การค้าลงทุนขยายตัวคึกคัก แนะเร่งขจัดมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมุ่งหลอมรวมอย่างแท้
 
วัน31 ม.ค.58 เป็นวันแรกของการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)อย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาไทยและสมาชิกอาเซียนได้ดำเนินการตามข้อตกลงมาแล้วเกือบครบทุกด้าน อาเซียนจึงกำหนดร่วมกันว่า 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หรือที่ผู้นำอาเซียนประกาศไว้ในชื่อ "แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2568" (AEC Blueprint 2025) 10 ปีที่ผ่านมาอาเซียน 10 ประเทศสมาชิกตกลงที่จะลดภาษีเป็น 0% ระหว่างกัน ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 99.2% สำหรับสมาชิกเก่า 6 ประเทศ (ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์และไทย ) ส่วนสมาชิกใหม่(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ดำเนินการไปแล้ว 90.85%
 
การยกเลิกมาตรการโควตาภาษี การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตัวเอง การริเริ่มจัดทำระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน และคลังข้อมูลอาเซียน การทยอยลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดด้านบริการและการลงทุน การจัดทำแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ SMEs โดยสร้างสภาพแวดล้อมทางนโยบายที่สนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดและเงินทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม การจัดทำความตกลงยอมรับร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าเดียวกัน การจัดทำข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า การเชื่อมโยงด้านการขนส่ง และการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศนอกภูมิภาค 
 
แนะทลายกำแพงกีดกัน
 
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังเป็น AEC โดยรวมทุกอย่างจะยังเหมือนเดิม เพราะมาตรการต่างๆได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้หมดแล้ว โดยหลักการของAEC คือการสร้างความสะดวกให้การค้าและการลงทุนให้เคลื่อนย้ายระหว่างกันได้ง่ายขึ้น สร้างความเป็นตลาดเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติจะยังมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เพื่อปกป้องสินค้าและอุตสาหกรรมภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญหลังจากนี้ ต้องจับตาดูและช่วยกันลดมาตรการดังกล่าว ไม่ให้มาเป็นอุปสรรคการบรรลุเป้าหมายหลักแห่ง AEC
 
ค้าชายแดนคึกรับเออีซี
 
นายนิยม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2559 จะมีความคึกคักทั้งการค้าและการลงทุนในอาเซียนมากที่สุด เพราะอาเซียนรับรู้อย่างเป็นทางการแล้วว่า การเคลื่อนไหวทางการค้าและการลงทุนที่เหมือนคลื่นขนาดใหญ่ ที่จะทั้งเข้ามาในประเทศไทยและที่ไทยจะต้องออกไปนอกประเทศได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
 
ความคึกคักของ "การค้าชายแดน” จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่วัดความสำเร็จAEC ได้อย่างชัดเจน เพราะปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการสินค้า ซึ่งเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านและยังมีปริมาณการค้าเดิมที่เคยหลบอยู่ใต้ดินจะขึ้นมาเป็นสถิติให้นับจำนวนกันได้ หลังจากที่กฎระเบียบต่างๆคลายตัวและเอื้อต่อการค้ามากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากข้อตกลง AEC
 
"จะมีคนมาลงทุนมากขึ้น รวมถึงค้าชายแดนจะบูมมาก การกีดกันทางการค้าจะลดลง สินค้าใต้ดินจะขึ้นมาอยู่บนดินทำให้มูลค่าทางการค้าเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด แต่ขึ้นกับว่าไทยจะอำนวยความสะดวกในแต่ละด้านได้อย่างไร หากทำได้ดี เชื่อว่ามูลค่าเป้าหมายที่ 1.5-2 ล้านล้านบาทในแต่ละปี จะทำได้ไม่ยาก
 
ตลาดจะใหญ่ตามอาเซียนที่มีทั้งจำนวนประชากรและกำลังซื้อที่สูงขึ้น จากเดิมค้ากัน 60 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 100-600 ล้านคนทันที การบริโภคจะเพิ่มขึ้น การขนส่งสินค้าจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้จากการค้าชายแดนกลายเป็นค้าข้ามแดน ซึ่งเป็นผลพวงจากกรอบความตกลงกับประเทศคู่เจรจาหรืออาเซียน +3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้)+6 (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย)"
 
ชี้ค้า-ลงทุนภายในกลุ่มเพิ่มขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ความเฟื่องฟูที่กล่าวมานี้จะเป็นเหมือนกับดักของการค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต เนื่องจาก ความสะดวกภายใต้ AEC จะทำให้การค้าและการลงทุนมีมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจหลายประเทศดีจนขึ้นชั้นเป็นตลาดขนาดใหญ่ อันเป็นแรงดึงดูดการลงทุน เพื่อผลิตสินค้าป้อนความต้องการในตลาดนั้นๆ จากเดิมที่เคยเป็นรูปแบบการนำเข้าจากต่างประเทศ ก็จะผันตัวมาเป็นการผลิตและใช้ในประเทศนั้นๆเอง และข้ามขั้นไปถึงการผลิตเพื่อการส่งออก
 
"ตอนนี้การค้าชายแดนส่วนใหญ่เป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าวัสดุก่อสร้างจากไทยเข้าไปตามชายแดนต่างๆ เพื่อไปกระจายต่อยังประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ลาว เมียนมา และข้ามแดนไปเวียดนาม ซึ่งสินค้าไทยได้รับความนิยมเพราะเชื่อว่าเป็นของดี เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ถ้าความต้องการที่ว่านี้มีขนาดใหญ่มากขึ้น นักลงทุนมองเห็นโอกาสก็เลือกที่จะเข้าไปลงทุนผลิตสินค้าในประเทศเหล่านี้แทนการนำเข้าจากไทย ส่งผลให้ความจำเป็นของการค้าชายแดน จะค่อยๆลดลงและหมดความสำคัญในที่สุด ปรากฏการณ์นี้จะชัดเจนภายในไม่เกิน 5 ปีจากนี้
 
 ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ปัจจุบันตลอดแนวชายแดนประเทศไทยระยะทางกว่า 5,656 กิโลเมตร ประกอบด้วยจุดผ่านแดนระหว่างประเทศถึง 93 จุด มูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 377,000 ล้านบาท ในปี 2547 เป็นกว่า 990,000 ล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า และยิ่งกว่านั้น พบว่ามูลค่าการค้าชายแดนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 7% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับโลก แสดงให้เห็นได้ว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีการค้าขายกันเองมากขึ้น
 
จี้รัฐปรับกม.ใช้ประโยชน์เออีซี
 
นายนิยม กล่าวว่า เพื่อยึดบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งของไทยไว้ ไทยเองต้องปรับตัวโดยเฉพาะด้านข้อกฎหมายและการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆที่ไทยมีอยู่ เนื่องจากศักยภาพของไทยเป็นแหล่งขนส่งสินค้าทางบกเชื่อมกับภูมิภาค หรือ Dry port อยู่แล้ว และยังมีภาคเอกชนก็ตื่นตัว จากความคึกคักของการค้าชายแดน ก็จะส่งผลให้การพัฒนาทางการค้าเพื่อเชื่อมไทยกับภูมิภาคสามารถเดินได้อย่างรวดเร็ว
 
แต่ปัจจุบันพบว่า ข้อกฎหมายของไทยยังไม่เอื้อต่อการนำสินค้าผ่านเข้าออกประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ. การส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ซึ่งหากไม่มีการปรับข้อบังคับให้เหมาะสมกับสภาพการค้าจริง ก็จะทำให้ไทยตกขบวนการเป็นตัวเชื่อมทางการค้าไปในที่สุด เช่นเดียวกับ ข้อบังคับเรื่องการขนส่งทางบกที่พบว่ารถบรรทุกของเพื่อนบ้านไม่สามารถเข้าไทยได้ และรถบรรทุกของไทยก็ไม่สามารถเข้าเพื่อนบ้านได้ เป็นอุปสรรคที่ยิ่งเป็นตัวเร่งให้การลงทุนโดยเฉพาะภาคการผลิตทิ้งตัวออกห่างจากการค้าชายแดนและมุ่งไปสู่การลงทุนยังประเทศเศรษฐกิจใหม่โดยสิ้นเชิง
 
"ถ้าเราอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน กฎระเบียบต่างๆ ให้สินค้าเข้าออกได้สะดวก ไม่เพียงยังคงเรื่องการขายสินค้าผ่านช่องทางนี้ไว้ได้ แต่ยังคงบทบาทการเป็นตัวเชื่อมของภาคการผลิตแห่งภูมิภาคไว้ได้เช่นกัน" 
 
 อย่างไรก็ตาม หากไม่ทำอะไรเลย อีก 10 ปีข้างหน้าหลายประเทศจะแข่งกันเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทั้งพม่า เวียดนาม ที่พร้อมจะเข้ามาเล่นบทบาทนี้ เพราะศูนย์กลางทางการค้าในอนาคต จะไม่ใช่เพียงการเชื่อมกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ทิศทางการค้าโลกกำลังจะมองไปถึงการเชื่อมเอเชียเข้าด้วยกัน และอาจก้าวไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งไทยไม่ได้มีที่ตั้งที่ได้เปรียบที่สุดหากมองในภาพที่กว้างขึ้นดังกล่าว
 
ปรับตัวเป็นศูนย์ผลิตภูมิภาค
 
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ต้องมองอาเซียนเป็นทางผ่านสำหรับการค้าไปสู่จีนและอินเดีย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าผ่านรูปแบบการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ส่วนรูปแบบการลงทุนที่ประเทศนอกภูมิภาคกำลังขนเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก เข้ามาในประเทศต่างๆของอาเซียนนั้น ไทยควรเร่งบทบาทการเข้าไปมีส่วนในห่วงโซ่การผลิตแห่งภูมิภาค เพราะปัจจุบันไทยส่งออกสินค้ากึ่งสำเร็จรูปไปในอาเซียนเพียง 5.7% หากปรับรูปแบบการค้าให้อยู่ในรูปการค้าเพื่อการผลิตแห่งภูมิภาค ก็จะทำให้การค้าสินค้าของไทยยังขยายตัวได้ในตลาดอาเซียน
 
นางสาวศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อาเซียนได้เริ่มหารือกันถึงทิศทางของภูมิภาคหลังปี 2558 หรือวางวิสัยทัศน์ปี2025 ในอีก10ปีข้างหน้า โดยทำให้เศรษฐกิจมีการรวมตัวและเชื่อมโยงในระดับสูง โดยด้านการเปิดเสรีสินค้าให้ยกเลิกและลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) การปรับปรุงกระบวนการพิธีการศุลกากร ด้านการเปิดเสรีบริการก็ให้มีความกว้างขึ้นและลึกขึ้น ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองการลงทุนให้เข้มแข็งขึ้นและสร้างความโปร่งใสทางกฎหมาย กฎระเบียบ แนวทางการจัดการด้านการลงทุน การเปิดเสรีทางการเงินเพิ่มขึ้น การบูรณาการและพัฒนาตลาดทุน การพิจารณาจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพและแรงงานฝีมือในภูมิภาค

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์