หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
Trans-Pacific Partnership (TPP) มุมมองจากด้านญี่ปุ่นมายังไทย

14 ธันวาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2486)

Trans-Pacific Partnership (TPP) เป็นข้อตกลงที่มีวิวัฒนาการมาจาก Trans-Pacific Strategic Economic Partnership ระหว่างบรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ที่ลงนามกัน ในปี 2005 โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการค้าในรูปสินค้า หลักเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิด การบรรเทาผลกระทบทางการค้า สุขอนามัย และสุขอนามัยพืช อุปสรรคเชิงเทคนิคทางการค้า การค้าในรูปบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐบาล และเหนืออื่นใดการลดภาษีศุลกากรลงร้อยละ 90 ของรายการสินค้าในปี 2006 และยกเลิกทั้งหมดในปี 2015

ในปี 2008 สหรัฐแสดงความเห็นด้วยที่จะเข้าร่วมเจรจาและสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2015 ที่ผ่านมานี้ โดยมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ประเทศ และเนื้อหาได้ขยายออกไปให้ครอบคลุมเพิ่มเติมในเรื่องการแข่งขันทางการค้าความร่วมมือและการยกระดับขีดความสามารถ พิธีการศุลกากร การบริการข้ามเขตแดน อี-คอมเมิร์ซ สิ่งแวดล้อม การเงิน การลงทุน แรงงาน การเข้าถึงตลาด โทรคมนาคม และสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม
ข้อตกลงนี้จะมีการลงนามกันในเดือนมกราคม 2016 หลังจากนั้นแต่ละประเทศจะต้องนำกลับไปขอความเห็นชอบตามขั้นตอนของแต่ละประเทศภายใน 2 ปี
 
ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมีประเทศที่ได้รับความ เห็นชอบโดยมี GDP รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของ GDP โดยรวมของประเทศสมาชิกที่ลงนาม ซึ่งหมายถึงว่า สหรัฐและญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขาดไม่ได้ ในขณะเดียวกันประเทศหนึ่งประเทศใดในบรรดาประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และเม็กซิโก ก็ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน

ในการเจรจาข้อตกลงนี้ประเทศสมาชิกต่างก็พยายามเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สินค้าส่งออกหรือเรื่องสำคัญของแต่ละประเทศ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่าย่อมสามารถต่อรองในสิ่งที่ตนเองต้องการได้มากกว่า เช่น นิวซีแลนด์ อาจจะต้องการเรื่องนม แต่ประเทศอื่นสนใจเรื่องรถยนต์และยามากกว่า เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย การบรรลุข้อตกลงในเรื่องเหล่านี้ได้ จึงทำให้การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ตกลงกันได้ด้วย แต่นิวซีแลนด์กลับไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นในเรื่องนมเลย
 
ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐกล่าวกันว่า ในการตกลงครั้งนี้ญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด คือประมาณ 120 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณกว่าร้อยละ 2 ของ GDP ในปี 2025 ในขณะเดียวกัน สหรัฐจะได้เพียงประมาณ 77 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่สาเหตุที่สหรัฐให้ความสนใจกับข้อตกลงนี้ก็คือ การทำให้เอเชียแปซิฟิกเป็นบริเวณที่การค้ามีความเสรีมากขึ้น และสหรัฐสามารถเข้าถึงตลาดในบริเวณนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อที่จะปกป้องการลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น

ศาสตราจารย์ ซูซูกิ โนบุฮิโร มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้ทำการคำนวณการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์ของ FTA ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า TPP จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์ได้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมลดภาษีศุลกากรรถยนต์ในระยะเวลาอันสั้น แต่ใช้เวลาถึง 25 ปี นอกจากนี้ การไม่ยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้าเกษตร แต่กำหนดโควตาการนำเข้าแทน ทำให้ผู้บริโภคต้องบริโภคสินค้าเกษตรในราคาแพงจากสหรัฐอเมริกา แทนที่จะบริโภคสินค้าราคาถูกจากจีน

แม้ว่าตัวเลขการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์ของศาสตราจารย์ซูซูกิ สำหรับ FTA อื่น ๆ จะดีกว่า TPP ก็ตาม สิ่งที่ควรระลึกถึงในกรณีนี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงสวัสดิการนี้เกิดขึ้นจากสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นในฝั่งผู้บริโภคข้างหนึ่งหักล้างด้วยสวัสดิการที่ลดทางฝั่งผู้ผลิตอีกข้างหนึ่งผลลัพธ์สุทธิที่ได้อาจจะมาก แต่ความลำบากทางฝั่งผู้ผลิตที่สูญเสียอาชีพ หรือประสบความเสียหายอาจจะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ของการเจรจา TPP ของญี่ปุ่นอยู่ที่ความพยายามในการรักษาปริมาณของผลผลิตสินค้าทางเกษตรในปัจจุบันไว้ให้มากที่สุด และปล่อยให้พฤติกรรมของการบริโภคสินค้าเกษตรนำเข้าเป็นไปในลักษณะเดิม ๆ กล่าวโดยง่ายคือ รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเจรจาให้ได้ผลออกมาในลักษณะที่อุปสงค์และอุปทาน มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ชัดเจนทางสังคมน้อยที่สุด เพราะว่าความเดือดร้อนจากการบริโภคสินค้าเกษตรราคาแพงไม่ได้เกิดเป็นรูปธรรมนั่นเอง

แม้ว่าการผลิตข้าวจะมีแนวโน้มลดลงในอนาคต แต่การบริโภคข้าวกลับมีแนวโน้มลดลงมากกว่า เนื่องจากประชากรมีแนวโน้มลดลง และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น โดยสามารถดูได้จากแนวโน้มการบริโภคข้าวสาลีที่เพิ่มขึ้น แม้กระนั้นก็ตาม แนวโน้มการพึ่งพาตนเองเรื่องข้าวกลับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้าวถือเป็นนโยบายทางการเมืองที่ต้องการฐานคะแนนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแถบโยเอทสึเป็นหลักมานมนาน โดยการอ้างเอาเหตุผลความมั่นคงทางอาหารในยามสงคราม

เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะรับซื้อข้าวในปริมาณที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณข้าวนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสมดุลของอุปสงค์อุปทาน โดยจะนำข้าวที่รับซื้อไปใช้เป็นอาหารสัตว์ในอนาคต ที่จริงแล้วราคาข้าวในญี่ปุ่นได้ตกลงมาเรื่อย ๆ ตามการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การผลิตลดลง เนื่องจากรายได้ของการเกษตรสาขาอื่น ๆ บางสาขาและอุตสาหกรรมเริ่มมีรายได้ที่ดีกว่า

เมื่อดูแนวโน้มของถั่วเหลืองแล้วจะเห็นว่าการผลิตและการบริโภคจะลดลง โดยที่สัดส่วนการพึ่งพาตนเองอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างคงที่เช่นเดียวกับข้าวสาลี การผลิตผัก นม และเนื้อวัว คงมีแนวโน้มเช่นเดียวกันคือ การลดลงตามการนำเข้าที่จำเป็นจะต้องยอมให้มีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปริมาณนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และสูงเกินกว่าระดับการผลิตภายในประเทศ ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ผลจากการนำเข้านี้ทำให้รายได้ภาคการเกษตรสาขาต่าง ๆ ลดลงจนเหลือเพียงการทำนาเป็นอาชีพหลัก การปลูกข้าวเป็นพืชไร่ในฮอกไกโด การเลี้ยงหมู และการเลี้ยงไก่เท่านั้นที่สามารถคงรายได้ในระดับสูงประมาณ 1,400 เยนต่อชั่วโมง

ลักษณะของข้อตกลงที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำไว้กับ TPP ก็คือ สินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดที่จะกำหนดเป็นโควตาที่เพิ่มขึ้นตามเวลา และปริมาณนำเข้าที่เกินกว่าโควตาจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูง เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราภาษีศุลกากรที่ญี่ปุ่นเก็บจากสินค้าเกษตรนำเข้านอกโควตานั้นสูงมาก เพื่อให้ราคาสินค้านำเข้านอกโควตาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสินค้าภายในประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะพยายามส่งเสริมการส่งออกเนื้อวัวในอนาคตเพื่อชดเชยกับส่วนที่ต้องนำเข้า แต่ตัวอย่างอัตราภาษีที่นำมาแสดงในตารางก็ชี้ให้เห็นว่า โอกาสการส่งออกเนื้อวัวอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นเป็นไปไม่ได้

นอกจากเนื้อวัวที่มีชื่อเสียงเฉพาะ เช่น เนื้อโกเบ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากราคาเนื้อวัวญี่ปุ่นที่สูงมากนั่นเอง ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้ในการเจรจาข้อตกลง TPP ก็คือ การปกป้องสินค้าข้าวอย่างเต็มที่ตามมรดกทางการเมืองที่เคยทำกันมา แม้ว่าจะมีปริมาณข้าวนำเข้าเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็พยายามซื้อกลับมาในปริมาณเท่าเดิม ส่วนสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ ก็มีความจำเป็นต้องทยอยปล่อยให้มีโควตาเพิ่มขึ้นตามเวลา เพื่อยื้อระยะเวลาที่ผลกระทบจากข้อตกลง TPP ต่อสินค้าเกษตรภายในประเทศออกไปให้นานที่สุด เพื่อรักษา status quo และลดผลกระทบทางการเมืองให้น้อยที่สุด

ในบรรดาประเทศในกลุ่ม TPP มีสหรัฐอเมริกาและเวียดนามที่ส่งออกข้าวเป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิตภายในประเทศ ออสเตรเลียส่งออกน้ำตาลถึงประมาณ 80% ของการผลิต ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ส่งออกเนื้อวัวและน้ำนมในรูปต่าง ๆ เป็นสัดส่วนสำคัญ ประเทศเหล่านี้จะพยายามสร้างแรงกดดันในการเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สินค้าเกษตรที่ส่งออกในสัดส่วนสำคัญ ในแง่สินค้าอุตสาหกรรม TPP มีเป้าหมายยกเลิกภาษีศุลกากรครอบคลุมร้อยละ 99.9 ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่จะยกเลิกทันทีเพียงร้อยละ 76.6 เท่านั้น

สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์นั้นสหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบันที่ 2.5% ไว้บางส่วน คือร้อยละ 20 และยกเลิกทันทีร้อยละ 81.3 ซึ่งสูงกว่า FTA สหรัฐ-เกาหลี ที่ร้อยละ 77.5 สำหรับรถยนต์สำเร็จรูปนั้น สหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบันที่ 2.5% ต่อไปจนถึงปีที่ 15 หลังจากนั้นจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจนถึงปีที่ 20 และเหลือ 0.5% จนถึงปีที่ 22 และยกเลิกจริง ๆ ในปีที่ 25 ในระหว่างนั้นสหรัฐอเมริกายังสามารถประกาศมาตรการ safeguard ในกรณีที่อุตสาหกรรมภายในประเทศได้รับความเสียหาย

ส่วนแคนาดานั้นจะยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.0% ถึงร้อยละ 87.5 ของรายการทั้งหมด และยกเลิกภาษีศุลกากรที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.1% ในปีที่ 5 โดยทันที รถยนต์ที่จะได้รับพิจารณาว่าผลิตภายในกลุ่มประเทศ TPP จะต้องมีมูลค่าเพิ่มภายในกลุ่ม TPP ไม่น้อยกว่า 55% หรือไม่น้อยกว่า 45% ในกรณีที่มีชิ้นส่วน 1 ใน 7 รายการที่ระบุในข้อตกลงผลิตจากกลุ่ม TPP ข้อตกลง TPP เกี่ยวกับการลงทุนที่สำคัญได้แก่ การยกเลิกข้อจำกัดการค้าปลีก การยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นในโทรคมนาคม การตั้งสาขาธนาคาร รัฐวิสาหกิจ และการบันเทิง (ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ เป็นต้น)

นอกจากนี้ ยังให้ยกเลิกข้อจำกัดไม่ให้เข้าประมูลการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นทำความตกลงกับประเทศกลุ่ม TPP ดังที่บรรยายมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่า สถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญในการเจรจา คงจะสามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ไทยเราในการเจรจาเข้าร่วมข้อตกลง TPP ได้เช่นเดียวกัน เช่น แรงกดดันที่มาจากประเทศที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ มายังไทย ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากญี่ปุ่นมากนัก ตัวอย่างเช่น นิวซีแลนด์พยายามกดดันเรื่องนม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พยายามกดดันเรื่องเนื้อวัว เป็นต้น

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับไทยก็คือ การผลิตข้าวที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพและยังพยายามยกระดับราคาข้าวทั้ง ๆ ที่ไม่มีคุณภาพ การผลิตนมเพื่อดื่มจากนมผงทั้ง ๆ ที่ไม่มีประเทศที่เจริญแล้วทำกันเนื่องจากประชาชนไทยเองก็ไม่ตระหนักในเรื่องเหล่านี้ ในด้านการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์นั้น สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นตลาดใหญ่ของไทย (น้อยกว่า 1%) การส่งออกของไทยส่วนใหญ่ไปสู่ประเทศในเอเชียและยุโรป แม้แต่การส่งออกรถยนต์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย และนักธุรกิจบางท่านได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแสดงความเป็นห่วงนั้น เนื้อหาก็คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมาก กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยไม่เกินกว่า 1% และประการถัดมาคือ ตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยอยู่ที่ประเทศในเอเชีย ยุโรป และอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา

อีกข้อหนึ่งที่ควรระลึกถึงก็คือ การเจรจาข้อตกลง TPP ที่ญี่ปุ่นทำมาทั้งหมดจะไม่ตระหนักบ้างเลยหรือว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ของสหรัฐเมริกาในปัจจุบันจะยังคงอยู่ในอัตราเดิมต่อไปอีก 15 ปี มุมมองในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ามีได้สองทางคือ มุมมองจากความเปลี่ยนแปลงสุทธิของสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์ของหน่วยเศรษฐกิจทุกประเภทว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ได้รับผลดี ฝ่ายใดได้รับผลเสีย

อย่างที่ศาสตราจารย์ซูซูกิได้ให้ไว้อีกมุมมองหนึ่งคือ การรักษา status quo ของหน่วยเศรษฐกิจทุกประเภทและยื้อไว้ให้นานที่สุด มุมมองแรกมีผู้ผลิตได้รับผลกระทบชัดเจน ส่วนมุมมองหลังนั้นแม้ว่าผู้บริโภคจะไม่ดีขึ้น แต่ผลกระทบทางแก่ผู้ผลิตมีน้อย ซึ่งหมายถึงผลกระทบทางการเมืองจะมีน้อยด้วย มุมมองหลังนี้เองที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นจุดยืนในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี เนื่องจากรัฐบาลต้องการลดผลกระทบทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่สินค้าเกษตรที่ได้รับการปกป้องในการเจรจาต้องสิ้นเปลืองงบประมาณอุดหนุนจำนวนมากอย่างในสหรัฐอเมริกาเป็นต้น

รายละเอียดทางการค้าที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้อาจจะมีอีกหลายด้าน แต่ว่าด้วยการค้าด้านสำคัญ ๆ ที่ได้กล่าวถึงในที่นี้อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership ในมุมมองของการส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย และสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถยนต์ การเข้าร่วมข้อตกลง TPP ยังอาจนำมาซึ่งแรงกดดันให้ต้องนำเข้าสินค้าเกษตรด้วย ส่วนคู่ค้าที่สำคัญอื่น ๆ นั้น ไทยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีเป็นการเฉพาะ หรือภายใต้กรอบอาเซียนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของสินค้าเกษตรทุกด้าน โดยที่รัฐบาลเป็นฝ่ายจัดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรทำไปตามบุญตามกรรมเหมือนที่ผ่านมา การวิจัยพัฒนาทางเกษตรจะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นสำคัญ เนื่องจากเราละเลยในเรื่องเหล่านี้มาก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับการค้าโลกที่จะเปิดเสรี และการแข่งขันที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต



ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์