หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
ผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน+3

9 ธันวาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1251)

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN+3 Finance and Central Bank Deputies’ Meeting: AFCDM+3) เมื่อวันที่ 2 - 3 ธันวาคม 2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า ที่ประชุม AFCDM+3 ได้หารือประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน+3 ดังนี้

1. ภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาค ที่ประชุมเห็นพ้องว่า เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ในระดับปานกลาง เนื่องจากมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับในระยะต่อไปมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการอ่อนค่าของสกุลเงินของภูมิภาคอาเซียน+3 ขณะเดียวกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี สาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อมุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) และสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) จึงได้มีข้อเสนอแนะให้ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 เตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงดังกล่าวและเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น

2. การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการเงินภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) ซึ่งเป็นกลไกความช่วยเหลือทางการเงินของภูมิภาคอาเซียน+3 มีขนาดวงเงินช่วยเหลือรวม 240 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยในการประชุมครั้งนี้ประเทศสมาชิกได้พิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของ CMIM เพื่อให้มั่นใจว่าสมาชิกจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเพียงพอและทันท่วงที

โดยเฉพาะการพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มสัดส่วนความช่วยเหลือที่ไม่เชื่อมโยงกับการให้ความช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund De-linked Portion) จากปัจจุบันที่ร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 40 ของจำนวนเงินช่วยเหลือสูงสุดที่แต่ละประเทศจะได้รับภายใต้กลไก CMIM


3. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ AMRO เพื่อให้สามารถทำหน้าที่วิเคราะห์ ติดตาม และเฝ้าระวังเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันการดำเนินการเพื่อยกระดับ AMRO ให้มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศมีความคืบหน้าอย่างมาก และคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในต้นปี 2559

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันความตกลงจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 พ.ศ. 2558 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และถือเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 8 ที่ได้ให้สัตบายันความตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงกระบวนการคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงของ AMRO ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการ AMRO ที่จะหมดวาระลงในเดือนพฤษภาคม 2559 และการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ ได้แก่ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ 2 ตำแหน่ง และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 1 ตำแหน่ง


4. มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: ABMI) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของภูมิภาคอาเซียน+3 ให้เป็นแหล่งระดมเงินทุนและเป็นทางเลือกในการออม โดยมีความคืบหน้าหลัก ได้แก่ การดำเนินงานของกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility: CGIF) ของภูมิภาคอาเซียน+3 ซึ่งได้ค้ำประกันตราสารหนี้ให้แก่ภาคเอกชนเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ และความสำเร็จโครงการประสานกฎเกณฑ์การออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Multi-Currency Bond Issuance Framework: AMBIF) ที่ได้เริ่มใช้ใบคำขออนุญาตเสนอขายตราสารหนี้แบบเดียว (Single Submission Form) ในการยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทในประเทศไทยของธนาคารมิซูโฮ เป็นจำนวนเงิน 3,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558



Credit : thaigov.go.th

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์