หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เร่งเครื่องดันค้าเสรี RCEP ยก 16 ชาติเอเชียคาน TPP

25 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 1591)

ที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าอาเซียนบวก 6 มีมติในที่ประชุมเห็นชอบให้ผลักดันการสรุปกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้ได้ภายในปีหน้า 2016 หลังจากที่เริ่มเจรจากันมาตั้งแต่กลางปี 2013 เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า แม้จะต้อง "เลื่อน" ออกไปจากกำหนดเดิมที่วางไว้เพราะไม่ทันภายในสิ้นปี 2015 นี้ แต่สมาชิกทั้ง 16 ประเทศ ประกอบด้วย 10 ชาติอาเซียน ร่วมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็เอาจริงกับการดันกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกฉบับนี้ให้เป็นจริงให้ได้ เพราะศึกการค้าเสรีโลกในทศวรรษใหม่นี้กำลังร้อนแรงจากการแข่งขันของ FTA ใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (TT IP) รวมไปถึง FTA ทวิภาคีต่าง ๆ ที่กำลังทำให้หลายประเทศทั้งในอาเซียนและชาติพันธมิตรนั่งไม่ติด
 
แน่นอนว่าหัวหอกในการผลักดัน RCEP ยังคงเป็นจีนที่ต้องการใช้ FTA ของ 16 ชาติ RCEP ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันกว่า 17.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาคานสมดุลกับ TPP ของ 12 ชาติสมาชิก ที่นำโดยสหรัฐ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าเกือบครึ่ง หรือประมาณ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
 
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องการผลักดันข้อตกลงนี้ และก็ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศไทยเราที่รู้สึกถึงแรงกดดันทางการค้าจนต้องเร่งเดินเกมรับและรุก เพราะใน 16 ชาติ RCEP นั้น มีเพียง 7 ประเทศ ที่เลือกตะลุยข้อตกลงการค้าเสรีทั้งสองฉบับ หมายความว่า ยังมีสมาชิกอีก 9 ประเทศ ที่ไม่ได้ร่วมวง TPP ด้วย รวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ทำให้จำเป็นต้องเร่งสนับสนุน RCEP ให้มีผลบังคับใช้เป็นเกราะรองรับชั้นแรกก่อนว่า แม้จะร่วมหรือไม่ร่วมขบวน TPP แต่ก็มีตลาดขนาดใหญ่ของจีน อินเดีย ที่มีประชากรรวมกันถึงราว 2,500 ล้านคน รองรับเอาไว้อยู่
 
ขณะที่ TPP เป็นตลาดขนาด 800 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนทางเศรษฐกิจ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ RCEP ก็จะเจาะตลาดขนาด 3,400 ล้านคน บนขนาดเศรษฐกิจ 17.23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
 
อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวก่อนหน้าว่า แม้การเปิดเสรี RCEP ในภาพรวมจะลดภาษีเหลือ 0% เพียงแค่ 65% ของสินค้าทั้งหมด แต่ก็จะได้เปรียบในแง่ของการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้า 40% ที่จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ากรอบ FTA ทวิภาคีที่อาเซียนมีอยู่แล้วกับคู่ค้าทั้ง 6 ประเทศ เพราะสามารถใช้วัตถุดิบของประเทศสมาชิกมารวมกับวัตถุดิบของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเทียบกับ TPP แล้ว ก็ยังมีความน่าดึงดูดตรงที่จะสามารถเจาะตลาดจีนและอินเดียได้มากขึ้น
 
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ของ FTA ทั้งสองฉบับนี้จะเห็นได้ว่า TPP เป็น FTA การค้าโลกแห่งศตวรรษใหม่รับเศรษฐกิจนิวนอร์มอลมากกว่า เพราะมีการปกป้องเรื่องสิทธิบัตรและสิทธิแรงงานอย่างจริงจัง จนแทบจะเป็นการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาขึ้นมาจริง ๆ แต่ก็มีอุปสรรคต่อการบังคับใช้จริงและการขยายสมาชิกมากกว่าเมื่อเทียบกับฝั่ง RCEP โดยเฉพาะปัญหากระบวนการให้สัตยาบันของสหรัฐเองที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่อยากร่วมเป็นสมาชิกก็ต้องชั่งใจว่า จะสามารถยอมรับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ และเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขวาง FTA ทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับหลายชาติในเอเชียก่อนหน้านี้มาตลอดได้หรือไม่
 
ส่วนฝั่ง RCEP นั้น ยังมีการเจรจาไม่ลงตัวกันอยู่บ้างในบางด้าน เช่น ปัญหาเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต้องการให้มีการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) เพื่อลดต้นทุนในหลาย ๆ ด้าน แต่หลายประเทศในอาเซียนและอินเดียต้องการให้รับรองจากประเทศที่ 3 ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศมากกว่า ขณะที่ฝั่งการค้านั้น หลังจากที่ 14 ใน 16 ชาติสมาชิก ตกลงยอมรับการลดกำแพงภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีข้อติดขัดบางประการระหว่างประเทศนอกกลุ่มอาเซียน โดยมีรายงานจากสื่อในอินเดียว่า อินเดียได้ยื่นข้อเสนอใหม่อีกครั้งให้จีน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ลดภาษีในสินค้าที่มีการค้าขายระหว่างกันเป็น 42.5%
 
อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ประเทศ สามารถบรรลุความตกลงกันได้แล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะไม่ทำให้กรอบความตกลง RCEP ต้องหลุดจากกำหนดภายในปี 2016 ออกไปอีก ในเวทีประชุมอาเซียนซัมมิทที่มาเลเซียนั้นก็ยังมีสัญญาณบวกเรื่องการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันจากสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คือจีนและญี่ปุ่น ซึ่งต้องการเข้ามาปักธงในอาเซียนทั้งคู่ โดยจีนและธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) จะให้งบสนับสนุนประเทศด้อยพัฒนาในอาเซียนภายในปี 2016 วงเงิน 560 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังพร้อมปล่อยกู้เพื่อพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แก่อาเซียนด้วย
 
ขณะที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) สนับสนุนงบ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย โดยจะเริ่มจัดตั้งกองทุนพิเศษจัดการเงินก้อนแรกจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในเดือนมีนาคม 2016 เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อแข่งกับจีนและ AIIB พร้อมยังผ่อนคลายข้อจำกัดในการกู้ยืมเงินเยนแก่ประเทศอาเซียนที่ต้องการกู้ไปพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานด้วย อินโดนีเซียเองก็เริ่มมีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนที่ส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้ใจเย็นในเรื่อง TPP เพราะอินโดนีเซียยังมีปัจจัยดึงดูดสำคัญทั้งเรื่องแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ จึงน่าจะยังสามารถดึงดูดการลงทุนของต่างชาติได้ แม้จะไม่ร่วม TPP โดยที่วางยุทธศาสตร์การส่งออกหันไปกระจายไปยังตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นแทน
 
เมื่อพิจารณาจากอนาคตในระยะสั้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศทั้งที่เป็นภาคีแล้ว หรือยังไม่เป็นภาคีของ TPP จะเลือกสนับสนุนให้ RCEP เดินหน้าเกิดขึ้นได้จริงมากกว่าจะขัดขวาง และฝากความหวังให้ RCEP เป็นเวทีส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่สำคัญของซีกโลกเอเชีย อย่างน้อยที่สุดก็พอช่วยซื้อเวลาออกไปจนกว่าหลายประเทศจะสามารถตกผลึกได้ว่า จะแข่งขันในโลกการค้าเสรียุคใหม่ด้วยการเร่งปรับตัวให้เป็นไปในกรอบที่ประเทศยักษ์ใหญ่เป็นผู้เขียน หรือร่วมกันหาทางอื่นที่ดีกว่า และไม่ต้องตื่นตระหนกไปกับเกมของมหาอำนาจอยู่ร่ำไป
 
 
 
นันทิยา วรเพชรายุทธ
โพสต์ทูเดย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์