หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
มอง 'อินโดนีเซีย' ผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่

17 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 2186)

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ใครมีโอกาสเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียและได้กลับไปอีกครั้งในช่วง 1 - 2 ปีนี้ คงจะเห็นความแตกต่างของอินโดนีเซียในหลายด้าน ปัจจุบันอินโดนีเซียอยู่ในโหมดของการปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปสู่การเป็นผู้ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เน้นดึงความสนใจจากต่างชาติ ซึ่งก็นับได้ว่าสามารถจุดประกายความสนใจของนักลงทุนจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของอินโดนีเซียในปี 2014 มีจำนวน 8,885 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 28,500 ล้าน เหรียญสหรัฐ และเพียงช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีจำนวน 7,600 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
 
จุดเปลี่ยนที่ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เริ่มมาจากรัฐบาลอินโดนีเซียที่มีประธานาธิบดี โจ โก วิโดโด เล็งเห็นถึงความสำคัญของที่ตั้งประเทศจึงจัดทำยุทธศาสตร์ปรับปรุงการควบคุมและดูแลการเดินเรือผ่านน่านน้ำ โดยจัดตั้งกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงแห่งอินโดนีเซียเมื่อ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา จนสามารถดึงให้ประเทศต่าง ๆ ที่มีการขนส่งผ่านอินโดนีเซียหันมาให้ความสำคัญกับอินโดนีเซียอย่างมาก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางการเดินเรือจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังประเทศในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกด้วย
 
นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังเดินหน้าอย่างจริงจังในการแก้ไขจุดอ่อนที่อินโดนีเซียถูกกล่าวขานว่ามีปัญหาคอร์รัปชั่นกว้างขวางในทุกระดับ โดยในส่วนของการส่งเสริมการลงทุนได้มอบหมายให้คณะกรรมการประสานงานการลงทุน Indonesia Investment Coordinating Board (BKPM) ซึ่งมีบทบาทเช่นเดียวกับบีโอไอไทย ทำการปฏิรูประบบการอนุมัติการลงทุนในประเทศโดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานที่เรียกกันทั่วไปว่า One Stop Service รองรับการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งหมด ลดระยะเวลาและขั้นตอนให้มีความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ
 
การลงทุนจากญี่ปุ่นมีการเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นอยู่ในกลุ่มผู้นำของการลงทุนจากต่างประเทศที่เล็งเห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยในปี 2014 ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับสองที่เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียด้วยจำนวน 1,010 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีรูปแบบลักษณะเดียวกับการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในยุคแรก ๆ คือการส่งผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามานำร่องหลังจากนั้นจะมีผู้ประกอบการที่เป็นรายเล็ก ๆ ตามเข้ามาในอนาคต ซึ่งสินค้าจากญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมในอินโดนีเซียมากเมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศในแถบยุโรป หรืออเมริกา ที่ยังไม่สามารถเข้าไปเจาะตลาดส่วนนี้ได้มากนัก โดยเฉพาะรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
 
นช่วง 5 ปีนับจากนี้ เราอาจจะเห็นทิศทางของการเข้าไปลงทุนของญี่ปุ่นในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนผลิตเพื่อป้อนกำลังซื้อในประเทศที่มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก จากจำนวนประชากรที่มีอยู่ถึง 240 ล้านคน และถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำนวนมากและยังไม่ถูกนำมาใช้ ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ทรัพยากรทางทะเล เป็นต้น
 
การเปลี่ยนแปลงและความน่าสนใจของอินโดนีเซียปัจจุบันนับว่าเป็นสิ่งดีที่จะจุดประกายให้เกิดความสนใจลงทุนระหว่างประเทศในอาเซียน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยเองก็ควรติดตามกระแสและมองหาโอกาสการเข้าไปขยายการค้า การลงทุน โดยมีประเภทอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ อาทิ อุตสาหกรรมกลุ่มอาหาร อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการผลิตสินค้าสนับสนุน (supporting industry) ประเภทชิ้นส่วนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สามารถรองรับตลาดภายในประเทศได้โดยเฉพาะรองรับการผลิตรถจักรยานยนต์ที่อินโดนีเซียนับว่าเป็นประเทศที่มียอดขายรถจักรยานยนต์สูงถึงปีละ 12 ล้านคัน
 
ประกอบกับสินค้าไทยได้รับการยอมรับในตลาดอินโดนีเซียว่ามีมาตรฐานการผลิตที่ไม่น้อยไปกว่าสินค้าจากญี่ปุ่นที่ครองตลอดอยู่ในขณะนี้แต่มีราคาถูกกว่ามาก รวมถึงผู้ประกอบการไทยและอินโดนีเซียยังมีพื้นฐานทางความคิดและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่คล้ายกันในหลายด้านจนทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาช้านาน โดยมีผู้ประกอบการไทยที่ได้เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียอย่างยาวนาน จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โอสถสภา และธนาคารกรุงเทพฯ ที่อยู่ในอินโดนีเซียมากกว่า 40 ปี
 
ปัจจุบันประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเทศที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อการผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้ามาสู่การมุ่งไปสู่การเติบโตทางด้านของอุตสาหกรรมแนวใหม่ที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากขึ้น ดังนั้น ทิศทางของการส่งเสริมการลงทุนขณะนี้จึงต้องเปลี่ยนจากการมองประเทศอื่น ๆ เป็นคู่แข่งทางการลงทุนมาเป็นพันธมิตรที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดช่องทางการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งในที่สุดแล้วจะเป็นตัวผลักดันการเติบโตทางระบบเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนได้อย่างแท้จริง
 
 
 
อรรจน์สิทธิ สร้อยทองผู้
อำนวยการศูนย์พัฒนาการลงทุนไทยในต่างประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์