หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ประชุม ASEAN Summit' 27 ผู้นำ 10 ประเทศผ่านร่างพิมพ์เขียว 2025

17 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 3763)

ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 27 (ASEAN Summit 27th) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 19 - 22 พฤศจิกายน 2558 นัดส่งท้ายก่อนที่ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นความหวังที่ทำให้ "ตลาดอาเซียน" ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 ของไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
 
ในการประชุมครั้งนี้ฝ่ายไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเข้าร่วมให้การรับรองแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า (2559-2568) หรือ AEC Blueprint 2025 ร่วมกับสมาชิกอีก 9 ประเทศ ถือเป็นการดำเนินงานต่อยอดจากมาตรการเดิม เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกยิ่งขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือรายสาขา ให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง (SMEs) นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ดึงดูดการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังมีการจัดประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 14 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีที่ดูแลภาพรวมเรื่อง AEC โดยจะมีการหารือถึงการดำเนินการตามแผนงาน โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558
เป้าหมาย "AEC Blueprint 2025" จะทำให้อาเซียนก้าวสู่มิติใหม่ 5 ด้าน คือ
1) เศรษฐกิจที่มีการรวมตัว และเชื่อมโยงในระดับสูง
2) มีความสามารถในการ แข่งขัน มีนวัตกรรม และมีพลวัต
3) ส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ และการรวมตัวรายสาขา
4) ความสามารถในการปรับตัวครอบคลุมทุกภาคส่วน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และ
5) การเป็นส่วนสำคัญของประชาคมโลก
 
การเตรียมพร้อมเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานอีก 10 ปีนั้น ไทยต้องดำเนินการ
1) ให้ความสำคัญกับภาคบริการเพิ่มขึ้นเช่น แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดเสรีภาคบริการ การพัฒนาบุคลากร การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาทำงานของต่างชาติในสาขาที่ไทยต้องการพัฒนา เช่น โลจิสติกส์ การศึกษา การเงิน โทรคมนาคม ก่อสร้าง และคอมพิวเตอร์
 
2) ความเชื่อมโยงภายในประเทศและภูมิภาค เนื่องจากไทยมียุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีศักยภาพด้านการขนส่ง ดังนั้น ไทยควรเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ด่านชายแดน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเร่งจัดทำระบบ Single Window ให้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมโยง
 
3) พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามภาวะโลกในปัจจุบันที่หันเหไปสู่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไทยควรขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center และช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ
 
4) ปรับปรุงกฎระเบียบในประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาอุปสรรคในการค้าและการลงทุน และ
 
5) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
 
นางอภิรดีกล่าวว่า ขณะนี้อาเซียนลดภาษีส่วนใหญ่เป็น 0% แล้ว ยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหว แต่จะต้องเร่งแก้ไขมาตรการกีดกันทางการค้า (NTMs) ให้หมดไป เพื่อทำให้การค้าสินค้ามีความคล่องตัว นอกจากนี้ เห็นว่าควรมีการผลักดันการสร้างความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้า (MRA) ร่วมกันภายในอาเซียน ที่สำคัญอาเซียนมีเป้าหมายจะเร่งเปิดเสรีภาคบริการให้มากกว่าปัจจุบันที่เปิดเสรีภาคบริการชุดที่ 10 และเตรียมหารือประเด็นสำคัญในการเปิดเสรีภาคบริการเร่งด่วนด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะในเรื่องการคิดอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศในกลุ่มอาเซียน (โรมมิ่ง) ซึ่งในปัจจุบันแต่ละประเทศมีอัตราแตกต่างกัน บางประเทศมีค่าโรมมิ่งสูง
 
ดังนั้น สมาชิกจึงเห็นพ้องกันว่าควรปรับลดลงให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งอาเซียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวทางการค้า โดยจะเริ่มหารือกันตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากรวมประชาคมอาเซียนแล้วความเป็นไปได้ที่อาเซียนจะปรับใช้สกุลเงินเดียวกันยังยากเพราะมีความแตกต่างของ "ระบบเศรษฐกิจ" ในแต่ละประเทศ และยังไม่มีการพิจารณาเปิดรับสมาชิกใหม่นอกอาเซียนและคู่เจรจาเดิม แม้ว่าก่อนหน้านี้ที่มีติมอร์และปาปัวนิวกินีแสดงความสนใจเข้าร่วม
 
ในการประชุมครั้งนี้ "มาเลเซีย" ได้ร่วมกับบริษัท BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐ เชิญผู้นำคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนหารือร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมทางเศรษฐกิจ การรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเงินของอาเซียน การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โอกาสและความเสี่ยงในการลงทุน และการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน
 
นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังมีกำหนดหารือกับคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐ นิวซีแลนด์ อินเดีย ประเทศ+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และประเทศ+8 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซีย และสหรัฐ) รวมทั้งภาคธุรกิจ ได้แก่ สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และสภาธุรกิจเอเชียตะวันออก
 
 
 
ที่มา :  ประชาชาติธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์