หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> บรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)
กระบวนการพิสูจน์ความผิดตามประมวลกฎหมายอิสลามบรูไน

13 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 3720)

ประมวลกฎหมายอาญาอิสลามเป็นกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน โดยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับกระบวนการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด กระบวนการพิสูจน์ความผิดต่อความผิดที่มีบทลงโทษร้ายแรง เช่น Hadd, Qisas, Diyat, Arsy จะต้องไม่มีการคาดเดา ความผิดจะต้องชัดเจน และปราศจากข้อสงสัยใดๆ ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือการตรวจพิสูจน์ DNA ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์การกระทำความผิดได้ ต้องมีพยานบุคคลที่มีความยุติธรรม จิตใจดี และเห็นการกระทำความผิดด้วยตาอย่างชัดเจน (ประจักษ์พยาน) โดยต้องมีจำนวนประจักษ์พยานมากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ตามแต่ละความผิดด้วย
 
หากข้อแม้ไม่ครบถ้วนตามหลักการของศาสนาอิสลาม ความผิดจะถูกนำไปสู่การพิจารณาด้วยกฎหมายทั่วไป
 
จำนวนของพยานบุคคลสำหรับการพิสูจน์ความผิด
 
1. การลักขโมย ปล้น และการกล่าวหาผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณีการดื่มสุรา และการละทิ้งศาสนาอิสลาม จะต้องมีประจักษ์พยานที่มีความยุติธรรม เพศชาย 2 คน
2. การผิดประเวณี ข่มขืน การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง จะต้องมีประจักษ์พยานที่มีความยุติธรรม เพศชาย 4 คน
3. การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จะต้องมีประจักษ์พยานที่มีความยุติธรรมเพศชาย 2 คน รวมทั้งคำให้การของผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ
 
ด้วยความที่บรูไนเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็น "องค์อธิปัตย์” และทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารจัดการราชอาณาจักรอย่างสมบูรณ์ทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกนำมาบังคับใช้โดยไม่มีเสียงคัดค้านในประเทศ
 
ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องห้ามไม่ได้ที่เสียงคัดค้านจากนอกประเทศจะดังประสานกันขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงในสิทธิและเสรีภาพของชาวบรูไน โดยเฉพาะองค์การสิทธิมนุษยชน ซึ่งเห็นว่าบทลงโทษทั้งหมดล้วนเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงเป็นเครื่องมือในการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกันด้วย
 
แต่แม้จะเจอกับเสียงคัดค้านมากมายแค่ไหนสมเด็จพระราชา ธิบดีแห่งบรูไนทรงเรียกร้องให้นานาประเทศเคารพในอำนาจอธิปไตยของบรูไน ซึ่งมีสิทธิ์ปกครองตนเองในรูปแบบที่แตกต่างไปจากประชาคมโลก
 
ปัจจุบันสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ ประมุขแห่งบรูไน ทรงประกาศใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ หลังจากมีการร่างกฎหมายดังกล่าวมานานหลายปี และเริ่มบังคับใช้บางส่วนแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับทรงเปิดเผยว่าการผลักดันกฎหมายอิสลามให้บังคับใช้อย่างจริงจังในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปประเทศให้เป็นรัฐอิสลามที่เคร่งครัดมากขึ้น
 
ภายใต้กฎหมายอิสลามฉบับใหม่นี้ ประชาชนที่กระทำ ผิดในข้อหาต่างๆ จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น หากขโมยของจะถูกตัดมือ หรือผู้ที่ประพฤติผิดทางเพศ เช่น มีเพศสัมพันธ์นอกสมรส หรือเป็นกลุ่มรักเพศเดียวกันจะถูกจับมัดกับหลัก และให้สาธารณชนรุมขว้างหินจนตาย
 
กฎหมายชะรีอะฮ์จะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ภายใน 6 เดือน หลังจากการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ  โดยจะใช้กับพลเมืองที่เป็นมุสลิมซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของประเทศเท่านั้น ไม่รวมถึงศาสนาอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากประเทศในตะวันออกกลางที่นิยมใช้กฎหมายชะรีอะฮ์แบบครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของตนเองหรือพลเมืองต่างชาติและต่างศาสนา
 
กฎหมายอาญาอิสลามจะบังคับใช้กับชาวมุสลิมในคดีที่มีความผิดในลักษณะ Hudud (ความผิดที่มีบทลงโทษที่กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและแนวทางของศาสดามุฮัมมัด อาทิ การลักขโมย การปล้นหรือจี้ การลักทรัพย์ การทำร้ายร่างกาย การผิดประเวณี การกล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำผิดประเวณี การบริโภคเครื่องดื่มมึนเมา และการกระทำอันขัดต่อหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม ซึ่งมีบทลงโทษ อาทิ การเฆี่ยน การตัดมือ การประหารชีวิตโดยการขว้างหินจนเสียชีวิต เป็นต้น
 
และการกระทำความผิดตามกฎหมายศาสนาอิสลามในลักษณะอื่นๆ เช่น การละทิ้งศาสนา (Irtidad) การละเลยการละหมาดในวันศุกร์ การไม่เคารพต่อศาสนาในห้วงเดือนรอมฎอน การที่หญิงชายที่มิได้เป็นคู่สมรสอยู่ตามลำพังสองต่อสองในที่รโหฐาน (Khalwat) การบูชาลัทธิหรือเทพเจ้าอื่นที่เป็นการขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม (Hukum Syarak) และการเผยแผ่ศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาอิสลาม เป็นต้น
 
กฎหมายอาญาอิสลามโดยทั่วไปจะบังคับใช้เฉพาะชาวมุสลิม แต่ทั้งนี้หากผู้ที่นับถือศาสนาอื่นกระทำความผิด โดยมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำความผิดของชาวมุสลิม ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาอิสลามได้เช่นกัน อัยการสูงสุดชี้แจงว่า เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วบรูไนจะนำกฎหมายอาญา 2 ระบบมาบังคับใช้ร่วมกัน โดยคดีอาญาจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือ
1. การกระทำความผิดในคดีที่จะต้องพิจารณาคดีในศาลศาสนาอิสลามเท่านั้น
2. การกระทำความผิดในคดีที่จะต้องพิจารณาคดีทั้งในศาลศาสนาอิสลามและศาล
พลเรือน
 
การพิจารณาคดีต่างๆ กระทำโดยคณะกรรมการพิเศษที่มีอยู่เพื่อออกกฎหมายอาญาศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ มีประธานร่วม คือ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลศาสนาอิสลาม และหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงและสมาชิก หากผู้ต้องสงสัยสงสัยสารภาพผิด (Iqrar/Admission/Confession) คดีจะถูกส่งไปยังศาลศาสนา โดยอัยการศาลศาสนาเป็นผู้ยื่นฟ้อง และมีอัยการของกฎหมายพลเรือนเป็นผู้ช่วย หากมีความจำเป็นหรือหากพิจารณา แล้วไม่เข้าข่ายดำเนินคดีในศาลศาสนา อัยการก็จะส่งดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาพลเรือนต่อไป
 
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์