หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
จีนเร่งเจรจา RCEP คานทีพีพีจัดประชุมระดับผู้นํา

5 พฤศจิกายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 2027)

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห้งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออกเปิดเผยถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าจากที่ไทยตกขบวนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ซึ่งมีสมาชิก 12 ประเทศนั้น ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบทางการค้าที่จะเกิดขึ้น ล่าสุดจีนได้เร่งให้ประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) หรือเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนบวก 6 (อาเซียน 10 ประเทศบวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) เร่งเจรจา RCEP ซึ่งน่าจะช่วยให้การเจรจาบรรลุความตกลงได้เร็วขึ้น
 
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าของ RCEP นั้น คาดว่าประเทศบรูไนจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม ครั้งที่ 11 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559
 
ขณะที่ความคืบหน้าการประชุม RCEP ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 7 - 16 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการหารือในประเด็นสําคัญ ๆ เช่น การค้าสินค้า ซึ่งยังมีประเด็นสําคัญที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่น การเปิดตลาดการค้าสินค้าที่ต้องหารือเพิ่มเติมในเรื่องการจัดกลุ่มสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงยกเลิกภาษีกลุ่มแรก วิธีการลด/ยกเลิก และระดับการเปิดเสรีโดยรวม
 
แนวทางการเจรจามาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและมาตรการเยียวยาทางการค้า และการเจรจาเปิดตลาดสินค้าซึ่งทุกประเทศยกเว้นอินเดียและอินโดนีเซียได้ยื่นข้อเสนอการเปิดตลาดไปแล้วเบื้องต้น โดยในที่ประชุมได้กําหนดให้มีการยื่นข้อเสนอเบื้องต้นที่มีการแก้ไขแล้วภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 และยื่นข้อเรียกร้องครั้งแรกในวันที่ 15 ธันวาคม 2558
 
ในขณะที่ด้านการค้าบริการมีประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่น การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และบริหารวิชาชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่อินเดียผลักดันอยู่
 
แหล่งข่าวกล่าวว่า"จากการที่ทีพีพีสามารถบรรลุความตกลงได้ทําให้ประเทศสมาชิกมีการปรับท่าทีในการเจรจาอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ได้พยายามจะใช้ทีพีพีเป็นเหตุผลในการผลักดันให้ RCEP เป็นความตกลงที่มีความครอบคลุมและมีมาตรฐานที่สูงขึ้น
 
ในขณะเดียวกันจีนเองก็พยายามผลักดันการเจรจา RCEP ให้มีความคืบหน้าโดยจีนมีการปรับเปลี่ยนท่าทีให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น และผลักดันให้มีการเจรจาระหว่างรอบคอบ รวมทั้งต้องการให้มีการประชุม RCEP Summit หรือการประชุมระดับผู้นํา แต่ทั้งนี้ต้องรอผลการพิจารณากําหนดการของมาเลเซียก่อน ในส่วนของไทยเองควรปรับท่าทีในการเจรจาให้มีความยืดหยุ่นรวมทั้งเร่งให้สามารถสรุปผลการเจรจาโดยเร็วภายในปีหน้าเพื่อลดผลกระทบจากทีพีพี" 
 
นอกจากนั้น ความท้าทายของการเจรจา RCEP ของไทยที่ให้ความสําคัญเป็นอันดับแรกคือ การปรับประสานกฎถิ่นกําเนิดสินค้าและกฎเกณฑ์ทางการค้าอื่น ๆ ที่แตกต่างกันในความตกลงอาเซียน+1 เนื่องจากจะช่วยอํานวยความสะดวกทางการค้าและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยความท้าทายนี้ส่วนใหญ่เกิดจากระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันระหว่างประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ทําให้ความคาดหวังในการเจรจาของประเทศมีความหลากหลายแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความท้าทายที่จะหาข้อสรุปร่วมกัน
 
ซึ่งหากมองในอีกแง่มุมประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ มีเอฟทีเอระหว่างกันไม่ครบ เช่น จีนมีเอฟทีเอกับออสเตรเลีย แต่ยังไม่มีเอฟทีเอกับอินเดีย ทําให้มีท่าทีระมัดระวังและไม่ต้องการเปิดตลาดให้กับประเทศที่ยังไม่มีเอฟทีเอระหว่างกัน เป็นต้น
 
 
 
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
เรียบเรียง : ส่วนอาเซียน

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์