หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TPP กับผลกระทบด้านการค้าการลงทุนของไทย : ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้น

28 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1960)

ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership Agreement : TPP) ของ 12 ประเทศ ริมฝั่งแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนามและบรูไน และอีก 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู ที่ได้บรรลุข้อตกลงไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมานั้น จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งด้านการค้าการและการลงทุนต่อประเทศนอกกลุ่มสมาชิก TPP โดยเฉพาะไทยจะเป็นอย่างไร จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามการเบี่ยงเบนทางการค้า
 
นระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบในกรอบที่จํากัด แต่ยังคงต้องจับตาสินค้า Lifestyle ที่เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของโลกอย่างอิเล็กทรอนิกส์ หรือ HDD หากพิจารณา 12 ประเทศในกลุ่ม TPP จะพบว่า ไทยยังคงไม่มีข้อตกลงทางการค้าเสรีกับ 3 ประเทศ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดาและเม็กซิโก แต่ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 11 ของการส่งออกรวมของไทย ในขณะที่ตลาดเม็กซิโกและแคนาดาคิดเป็นเพียงร้อยละ 1.2 และ 0.6 ตามลําดับ
 
ดังนั้น ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ หากไม่ได้เข้าร่วม TPP จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ถึงแม้ปัจจุบันสหรัฐฯ จะต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences หรือ GSP) ให้ไทยจนถึงสิ้นปี 2560 ทว่าสิทธิ GSP เป็นเพียงสิทธิที่ได้รับเป็นการชั่วคราว และมีความเสี่ยงจากการถูกพิจารณายกเลิกในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ประเทศสมาชิก TPP จะได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีอย่างถาวร
 
ทั้งนี้ ในด้านมิติผลกระทบของ TPP ต่อการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade diversion) ของไทยนั้น คงต้องพิจารณาโครงสร้างกําแพงภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญหากไทยไม่ได้รับสิทธิ GSP ภายหลังปี 2560 ควบคู่ไปกับการศึกษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยโดยวิธีวัดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ปรากฏ 1 ของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เทียบกับคู่แข่งที่อยูในกลุ่มประเทศในกลุ่ม TPP
 
ในที่นี้จะพิจารณาเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และเม็กซิโก ตามบทวิเคราะห์ด้านล่าง เมื่อพิจารณาผลกระทบของ TPP ในมิติของกําแพงภาษีและความสามารถในการแข่งขันพบว่า สินค้าไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามระดับของผลกระทบของ TPP ต่อสินค้านั้น ๆ ดังนี้
 
กลุ่มที่ 1 : สินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในระดับต่ำ และ TPP ยิ่งตอกย้ำให้ไทยแข่งขันได้ยากขึ้น (ผลกระทบสูง) สินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยสินค้ากลุ่มนี้มีมูลค้าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 843 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นร้อยละ 5.3 ของการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ) ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558
 
ทั้งนี้ ไทยได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันสําหรับสินค้ากลุ่มนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากค่าแรงที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับสินค้าเหล่านี้มีอัตราภาษีนำเข้า MFN เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 12.61
 
โดยสินค้าที่มีฐานภาษีสูงจะเป็นสินค้าจําพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และรองเท้า อัตราภาษีนําเข้าของสินค้าในกลุ่มนี้หากไม่ได้รับสิทธิ GSP จะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.09 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.61 ซึ่งจะเป็นการยิ่งตอกย้ำความเสียเปรียบทางด้านการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิก TPP โดยเฉพาะเวียดนามที่มีความชํานาญในการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นและได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้กรอบ TPP ทําให้กลยุทธ์สำหรับกิจการในกลุ่มนี้คงอยู่ที่การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงได้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี และมีแรงงานที่เพียงพอ อาทิ เวียดนาม และกัมพูชา
 
กลุ่มที่ 2 : สินค้าที่ไทยยังคงมีความได้เปรียบทางการแข่งขันในปัจจุบัน หากแต่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว (ผลกระทบปานกลาง) สินค้าในกลุ่มนี้มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 12,078 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นร้อยละ 74.8 ของการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ) ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 โดยสินค้ากลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจาก TPP ในระดับที่จํากัดเนื่องมาจากกําแพงภาษีที่ต้องเผชิญอยู่ในระดับที่ไม่สูงอย่างมีนัยสําคัญ จนทําให้สินค้าในกลุ่มนี้ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ให้กับประเทศ TPP
 
โดยสินค้าเหล่านี้ไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าประเทศสมาชิก TPP อันเนื่องมาจากความสามารถในการใช้เทคโนโลยีหรือมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า อาทิ อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อุตสาหกรรมถุงมือยาง/ยางรถยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
 
กลุ่มที่ 3 : สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง โดยผลกระทบต่อไทยจากภาษีที่สูงขึ้นโดยเปรียบเทียบมีค่อนข้างจํากัด และควรรักษาความสามารถทางการแข่งขันให้ยั่งยืน (ผลกระทบต่ำ) สินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 2,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นร้อยละ 15.8 ของการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ) ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 และมีอัตราภาษีนําเข้าภายใต้สิทธิ GSP เฉลี่ยร้อยละ 5.73 โดยสินค้าที่มีอัตราภาษีที่ค่อนข้างสูงจะเป็นสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวหอมมะลิ ของปรุงแต่งอาหาร เป็นต้น
 
อัตราภาษีนําเข้าของสินค้าในกลุ่มที่ 1 หากไม่ได้รับสิทธิ GSP จะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.62 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.35 ทั้งนี้ สินค้าในกลุ่มนี้ถือเป็นสินค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าเวียดนาม มาเลเซียและเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศสมาชิก TPP อันเป็นผลมาจากความชํานาญในการผลิตของผู้ประกอบการไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ ตลอดจนการมีชื่อเสียงของแบรนด์ที่ดีจนผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า อาทิ อุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเลและอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมสิ่งทอและชิ้นส่วนยานยนต์ ยังไม่ได้รับผลกระทบของการย้ายฐานการผลิตในระยะสั้น หากแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมและมาตรฐานของประเทศสมาชิก TPP อาจทําให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะยาว ไทยควรมีท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นการพิจารณาเข้าร่วมTPP ให้เร็วที่สุด
 
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ TPP นั้น ถึงแม้ผลกระทบกับไทยทางด้านการค้าในระยะสั้นอาจมีเพียงเล็กน้อยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ไทยไม่มี FTA ด้วยและเฉพาะในบางกลุ่มอุตสาหกรรม หากแต่ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันสําหรับการเป็นฐานการลงทุนของนักลงทุนในระยะยาวได้
 
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเล็งเห็นว่า การเกิดขึ้นของ TPP ที่มีการกําหนดกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้า (Rule of Origin : RoO) อาจเป็นปัจจัยเร่งที่ทําให้เกิดการเบี่ยงเบนทางทางการค้า (การจัดหาวัตถุดิบหรือ Sourcing) จากประเทศนอกกลุ่ม TPP มายังกลุ่มประเทศสมาชิก TPP อย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งมีพัฒนาการทางด้านอุตสาหกรรมจนกลายเป็นคู่แข่งหลักของไทย
 
ดังจะเห็นได้จากการทยอยย้ายฐานการผลิตสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากไทยไปยังเวียดนามและมาเลเซียในช่วงที่ผ่านมา
 
หากพิจารณากฎ RoO ที่ประเทศในกลุ่มTPP กําหนดและมีการเปิดเผยแล้วนั้น มี 2 อุตสาหกรรมที่ไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของประเทศในกลุ่ม TPP ประกอบกับมีบางประเทศในกลุ่ม TPP ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่าไทยอาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่กําหนด RoO ตาม Yarn Forward rule และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่กําหนด RoO ตั้งแต่ร้อยละ 35-55
 
สําหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สมาชิกในกลุ่ม TPP กําหนด RoO สําหรับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มตาม Yarn Forward rule หรือการผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบภายในกลุ่มประเทศสมาชิก TPP เท่านั้น โดยประเทศที่น่าจับตา ได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มหลักของอาเซียน
 
ดังนั้น สินค้าต้นน้ำที่ไทยส่งออกไปยังเวียดนามอาจได้รับผลกระทบในส่วนนี้ โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนามส่วนใหญเป็นสินค้าขั้นต้นและขั้นกลาง ได้แก่ เส้นใยสังเคราะห์จากโพลิเอสเทอร์และอะคริลิก ผ้าทอทําด้วยโพลิเอสเทอร์ เป็นต้น
 
โดยหากพิจารณามูลค่าการส่งออกแล้ว ถึงแม้ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวเพียงสัดส่วนร้อยละ 1.8 ของการนําเข้าสินค้าของเวียดนาม หากแต่เวียดนามนับเป็นตลาดส่งออกสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำของไทยอันดับที่ 2 รองจากจีน (HS code 50- 59) คิดเป็นมูลค่าราว 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557 จึงอาจได้รับผลกระทบในระยะยาวในด้านการ sourcing และอาจมีผู้ผลิตในไทยบางส่วนย้ายฐานการผลิตออกไปในประเทศเวียดนามได้
 
อีกอุตสาหกรรมที่มีการกําหนด RoO อย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ในส่วนนี้ RoO กําหนดไว้ที่ร้อยละ 45-55 สําหรับรถยนต์สําเร็จรูป (CBU) และชิ้นส่วนหรืออะไหล่รถยนต์ที่ค่อนข้างซับซ้อน และร้อยละ 30 สําหรับชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ต่ำกว่าข้อกําหนด RoO ในความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ NAFTA ที่กําหนดไว้ที่ร้อยละ 62.5 จึงอาจเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกรถยนต์ที่เป็นสมาชิก TPP โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเลือก Sourcing ส่วนประกอบรถยนต์จากประเทศนอกกลุ่ม TPP โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับจีน
 
สําหรับสายการผลิตในอเมริกาเหนือหากแต่ในระยะสั้นผลประโยชน์ต่อไทยในส่วนของการเบี่ยงเบนการค้าชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศในแถบ NAFTA มายังไทยอาจมีจํากัด เนื่องจากโมเดลรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ของไทยที่ส่งออกไปตลาดอเมริกาเหนือนั้นแตกต่างจากโมเดลที่ประเทศคู่แข่งใน TPP ส่งออก
 
นอกจากนี้ การลดอัตราภาษีนําเข้าระหวาางกันในส่วนของรถยนต์ของ TPP จะเหลือร้อยละ 0 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด หากแต่ต้องทยอยปรับลดเป็นเวลานาน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้เวลา 25 ปี ในขณะที่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ใช้เวลาถึง 30 ปี
 
ดังนั้น ประเทศผู้ส่งออกรถยนต์ที่เป็นสมาชิก TPP จึงยังไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงแหล่ง sourcing ในระยะสั้น หากแต่ในระยะยาวความเสี่ยงของการเบี่ยงเบนการลงทุนใหม่เข้าไปในกลุ่มประเทศสมาชิก TPP อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการทยอยลดภาษีนําเข้าระหว่างกัน ในส่วนของรถยนต์ของ TPP ที่ใช้ระยะเวลาหลายสิบปีนั้นอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประเทศที่ลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งอาจเลือกทยอยพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสําหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆในกลุ่มประเทศ TPP เพื่อผลิตสินค้าขั้นกลางหรือสินค้าขั้นปลายแทนไทย
 
ทั้งนี้ ประเทศคู่แข่งในกลุ่ม TPP อย่างเม็กซิโก หรือมาเลเซีย หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซียที่แสดงเจตจํานงเข้าร่วม TPP ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมฝีมือแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการผลิตรถยนต์ เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เนื่องจากมีเวลามากกว่า 20 ปี ในการปรับตัว
 
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเริ่มปรับตัวด้วยการเลือกพิจารณาทยอยลงทุนในกลุ่มประเทศ TPP แทน หรือจัดเฟ้นหาวัตถุดิบจากในกลุ่มประเทศ TPP เพื่อให้ได้ตามกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าสะสมตามเกณฑ์ก่อนส่งออกไปประกอบในกลุ่ม TPP อีกที
 
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถพิจารณาเลือกลงทุนในกลุ่มประเทศที่ยังได้รับสิทธิ GSP กับสหรัฐฯ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือกัมพูชา ทั้งนี้ รายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ GSP ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน จึงควรทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนเลือกลงทุน
 
 
 
ศูนยวิจัยกสิกรไทย
สยามรัฐ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์