หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เจาะลึกภาษีชาติอาเซียน ติดอาวุธธุรกิจก่อนลงทุน

26 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2470)

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี การรวมกันของสมาชิกอาเซียนจะเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น โดยการอำนวยความสะดวกเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งการขจัดอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในเออีซี
 
เมื่ออาเซียนเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาตินอกอาเซียน ก็มีคำถามต่อว่า หากจะเข้ามาในอาเซียนแล้วประเทศใดจะเป็นที่สนใจหรือเหมาะสมต่อกิจการ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการรวมตัวทำให้ประเทศในอาเซียนสามารถแข่งขันได้ นขณะเดียวกันก็เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มกันเองด้วย
 
จากการสำรวจของธนาคารโลกที่จัดอันดับ 189 ประเทศ โดยพิจารณาจากความยากง่ายของการเข้าไปทำธุรกิจพบว่า "สิงคโปร์" ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งของลำดับโลก ขณะที่ "มาเลเซีย" ตามมาเป็นอันดับสองของอาเซียน โดยอยู่ในลำดับที่ 18 ของโลก ส่วน "ไทย" ได้ลำดับที่ 26 ตามมาเป็นที่สามของประเทศในกลุ่มอาเซียน ส่วนสามลำดับสุดท้ายในกลุ่มอาเซียนคือ "กัมพูชา" อยู่ในลำดับที่ 135 "สปป.ลาว" อยู่ในลำดับที่ 148 และสุดท้าย "เมียนมา" อยู่ในลำดับที่ 177 ของโลก
 
ทั้งนี้ "ภาษี" เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญและเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจใช้พิจารณาเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุน
 
วันนี้เราจะมาสำรวจความเคลื่อนไหวและอัตราภาษีหลักของประเทศในอาเซียนว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราภาษีจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 แต่เป็นการลดแบบชั่วคราว ซึ่งจะบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2558 และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เห็นชอบให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 20 เป็นการถาวร ซึ่งคาดว่าจะได้มีการออกเป็นกฎหมายในเร็ว ๆ นี้
 
การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือเพียงร้อยละ 20 ตลอดไปจะทำให้ประเทศไทยมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ
 
ปัจจุบันสิงคโปร์จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 17 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ การที่ไทยจัดเก็บที่ร้อยละ 20 ก็นับว่าไม่ห่างกันมากนัก ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดในกลุ่มอาเซียน คือ อัตราร้อยละ 30 โดยฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 95 จาก 189 ประเทศที่ง่ายต่อการเข้าไปทำธุรกิจ เวียดนามเป็นอีกประเทศที่จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากปัจจุบันร้อยละ 22 เป็นร้อยละ 20 เท่ากับไทย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป
 
หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วโลกซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 23.68 แล้ว อัตราภาษีของสมาชิกอาเซียนก็อยู่ในกลุ่ม ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่อัตราภาษีโดดขึ้นมาเกินค่าเฉลี่ย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีในลักษณะเดียวกัน (VAT หรือ GST) ที่จัดเก็บจากผู้บริโภคโดยตรงนั้น ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่จัดเก็บอยู่ที่ร้อยละ 10
 
โดยฟิลิปปินส์นอกจากจะเป็นประเทศสมาชิกที่จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่สูงสุดแล้วยังครองแชมป์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดอีกด้วย คือ จัดเก็บที่อัตราร้อยละ 12 ในขณะที่ไทยเพิ่งจะได้มีการประกาศขยายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีกหนึ่งปี คือ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558 ก็ขยายเป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2559
 
แม้รัฐบาลจะเคยมีแนวคิดที่จะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ด้วยความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องรักษากำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจซบเซาที่ทำให้มีการใช้จ่ายลดน้อยลง การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงเวลานี้จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 จะเป็นการซ้ำเติมทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยถอยลงไปอีก
 
อย่างไรก็ดี ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นการปรับขึ้นของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็จะมีขึ้นอย่างแน่นอน
 
มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือนเมษายน 2558 โดยอัตราภาษีอยู่ที่ ร้อยละ 6 ซึ่งจัดว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิก หากเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกแล้วอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่ถือว่าสูง โดยอัตราเฉลี่ยภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีที่คล้ายคลึงกันทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 15.78 โดยยุโรปเป็นภูมิภาคที่สูงสุด คือมีค่าเฉลี่ยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ร้อยละ 20.20
 
นอกจากการรู้อัตราภาษีหลัก ๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว ภาคธุรกิจก็ต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับความชัดเจนของกฎหมายภาษี รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรกรณีถูกตรวจสอบเรื่องภาษีด้วย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้
 
 
 
 
เบญจมาศ กุลกัตติมาส
โพสต์ทูเดย์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์