หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TPP : ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

21 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 3939)

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership : TPP) กลับมาเป็นเรื่องที่สังคมหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้งอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบจากการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP นี้
 
อันที่จริงแล้วประเด็นเรื่อง TPP นี้ทางภาครัฐและเอกชนได้มีการศึกษาในเบื้องต้นถึงผลกระทบต่อประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ TPP นี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยเหตุเงื่อนไขทางการเมืองในประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยให้ประเทศไทยดำเนินการในการเจรจาเข้าร่วม TPP ทำให้การถกเถียงประเด็นเรื่อง TPP ถึงผลดี-ผลเสียของไทยในการเข้าร่วม TPP ยังไม่เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชนมากนัก และโดยเฉพาะการประเมินผลกระทบในรายภาคอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งในที่นี้จะหยิบยกอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักในการผลิตและส่งออกของไทย และดูเหมือนว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ยังคงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไว้ได้
 
จากข้อได้เปรียบของไทยในฐานะที่เป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคมายาวนาน ก่อให้เกิดการรวมตัวของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนระดับฝีมือแรงงานที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในการพิจารณาถึงผลกระทบของ TPP ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในที่นี้จะดูผลกระทบที่เกิดจากตลาดสหรัฐที่เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี FTA ด้วย
 
ทั้งนี้ จากโครงสร้างมูลค่าการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของสหรัฐ ในปี 2557 จะเห็นว่า การนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP อยู่แล้ว ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และญี่ปุ่น โดยการนำเข้าทั้งชิ้นส่วนฯ และรถยนต์สำเร็จรูปจากไทยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสัดส่วนที่น้อยในโครงสร้างนำเข้าของสหรัฐจะไม่มีความสำคัญกับการส่งออกของไทย
 
ทีนี้ถ้าหันมาดูโครงสร้างส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจากไทยไปยังสหรัฐก็จะเห็นว่า การส่งออกรถยนต์ส่วนบุคคลไปยังสหรัฐมีมูลค่าสูงติด 1 ใน 10 ของการส่งออกรถยนต์ส่วนบุคคลรวมของไทย หรือคิดเป็นมูลค่า 178 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ตลาดสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใหญ่ติด 1 ใน 5 ของไทย หรือมีมูลค่ามากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หาก TPP มีผลบังคับใช้ในปี 2559 ผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนฯ ไปยังตลาดสหรัฐคงมีอยู่อย่างจำกัดด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่
 
ประการแรก อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเสียในอัตรา MFN ที่ 2.5% ในขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับสิทธิ์ GSP จากสหรัฐ (จนถึง 31 ธ.ค. 2560) โดยมีภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 0-2.5%
 
ประการที่สอง การหาตลาดสินค้าทดแทนทั้งรถยนต์นั่งและชิ้นส่วนฯ ยังไม่สามารถทำได้ทันที ในแต่ละฐานการผลิตทั่วโลกของแต่ละค่ายรถยนต์จะมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์ในโมเดลเฉพาะรุ่น ทำให้การเปลี่ยนแหล่งนำเข้ารถยนต์ในบางรุ่นไม่สามารถทำได้ทันที หรือแม้แต่การจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ก็เช่นกัน สหรัฐนำเข้าชิ้นส่วนฯ
 
ส่วนใหญ่จากประเทศที่เป็นสมาชิก TPP อย่างแคนาดา ญี่ปุ่น และเม็กซิโกรวมกันกว่า 60% และนำเข้าจากประเทศที่ยังไม่อยู่ในสมาชิก TPP อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีนอีกกว่า 23% (ไทยอยู่ที่ 0.5%) การเปลี่ยนแหล่งจัดหาชิ้นส่วนฯ จากประเทศนอก TPP ไปยังประเทศสมาชิก TPP ในระยะสั้นคงไม่สามารถทำได้เร็ว เนื่องจากชิ้นส่วนฯ บางประเภทก็ไม่ได้มีการผลิตในประเทศสมาชิก TPP อย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เป็นต้น
 
ในระยะยาว การที่ไทยไม่ได้เข้าร่วม TPP จะทำให้ความน่าสนใจในฐานะเป็นแหล่งลงทุนลดลงส่งผลต่อการหันเหของเม็ดเงินลงทุนทางตรงในไทยไปสู่ประเทศที่เป็นสมาชิก TPP อย่างเวียดนาม หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซียที่ได้แสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP แล้ว ซึ่งในอนาคตจะกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยทั้งในส่วนของรถยนต์สำเร็จรูปที่พึ่งพิงเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติและชิ้นส่วนยานยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนเทคโนโลยีรถยนต์ไปสู่รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน
 
หาก TPP มีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าของเงินทุนและเทคโนโลยีในตั้งฐานการผลิตใหม่ในประเทศที่เป็นสมาชิก TPP เพื่อประโยชน์ในเรื่องความสามารถทางการแข่งขัน และหากถึงเวลานั้นแล้วไทยไม่ได้เป็นสมาชิก TPP ก็คงจะสูญเสียบทบาทของผู้ผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลกไป ในขณะที่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นกับว่ากฎแหล่งกำเนิดสินค้าของ TPP จะใช้ในสัดส่วนเท่าใด ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มประเทศ NAFTA ใช้สัดส่วนที่ 60-62.5% ทำให้ญี่ปุ่นต้องไปตั้งฐานการผลิตรถยนต์ในเม็กซิโกเพื่อเข้าตลาดสหรัฐ แต่ภายใต้กรอบ TPP มีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้สัดส่วนต่ำกว่าของ NAFTA
 
ต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดโอกาสการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเข้าไปในญี่ปุ่นมากขึ้น เพราะยังมีเงื่อนไขของการทยอยลดอัตราภาษีซึ่งกว่าจะลดลงเหลือ 0% อาจจะใช้ระยะเวลายาว ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นอาจจะมีคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วนฯ เกิดใหม่ในกลุ่มประเทศ TPP แล้วก็เป็นได้
 
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลกระทบจาก TPP ในภาพรวม แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับและต้นทุนของประเทศทั้งในระดับรายอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ รวมไปถึงบริบทในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศด้วยว่าการเข้าร่วม TPP จะให้น้ำหนักไปด้านไหนมากกว่ากัน
 
 
 
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล
ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์