หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
One Belt One Road (OBOR) ของจีนที่มีผลต่ออาเซียน

21 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 5180)

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียนและเอเชียจะมีมากขึ้นตามลำดับ เห็นได้จากเมื่อวันที่ 3 ถึง 13 เดือนกันยายน 2556 ประธานาธิดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของประเทศจีน ได้เดินทางไปเยือน 4 ประเทศในเอเชียกลางคือ คาซัคสถาน (Kazakstan) เติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) และคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) เพื่อร่วมประชุม "Shanghai Cooperation Organization Summit : SCO)" ซี่งประธานาธิบดีสีได้นำเสนอนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ "Economic Belt along the Silk Road"
 
เบื้องต้นมีการพูดถึงความร่วมมือด้านพลังงาน เพราะประเทศ "Stan" เหล่านี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น ขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ก็เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เป็นตลาดสำหรับสินค้าจีนได้อย่างดีเลย จีนต้องการเอาเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม และอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ ไปขายแลกกับน้ำมันและก๊าซ
 
หลังจากนั้นในวันที่ 2 เดือนตุลาคม 2556 ประธานาธิบดีสีก็ได้เดินทางไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย ได้ปาฐกถาที่รัฐสภาของอินโดนีเซียถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกรอบ "China-ASEAN FTA" เป้าหมายคือจีนกับอาเซียนจะร่วมกันผลักดันมูลค่าทางการค้า 1 ล้านล้านเหรียญในปี 2563
 
นโยบายสำคัญที่นำเสนอในวันนั้นมีอยู่ 2 เรื่อง คือ จีนจะจัดตั้งธนาคารการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) และสร้างความร่วมมือทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 (the Maritime Silk Road of the 21st century) ซึ่งจะมีกองทุนความร่วมมือทางทะเล (China-ASEAN Maritime Cooperation Fund) เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งสอง (Silk Road and Maritime Silk Road) สามารถเรียกสั้น ๆ หรือเป็นสโลแกนว่า "One Belt One Road : OBOR)" ของประเทศจีน
 
หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2556 ก็มีผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจังในการประชุมคณะกรรมการกลาง ครั้งที่ 18 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
 
ในเดือนกรกฎาคม 2557 มีการจัดตั้งธนาคาร New Development Bank ของประเทศกลุ่ม BRICS (Brazil, Russian, India, South Africa และ China) ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 50,000 ล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุนนโยบาย OBOR เราสามารถแยกเส้นทางของนโยบาย OBOR ออกเป็น ดังนี้
 
ส้นทาง "One Belt" แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางรถไฟ จากจุดเริ่มต้นที่เมืองซี่อาน (Xi An) มณฑลส่านซี่ (Shaanxi) ผ่านเมืองหลานโจ (Lanzhou) มณฑลกานซู (Gansu) เข้าเมืองอุรุมชี (Urumqi) เมืองหลวงมณฑลซินเจียง (Xinjing) เข้าชายแดน Alataw Port ผ่านคาซัคสถาน รัสเซีย เบรารุส (Belarus) โปแลนด์  เข้าเมืองดีสเบริกส์ (Duiburg) ประเทศเยอรมันเป็นระยะทางทั้งหมด 11,000 กม.
 
เส้นทางที่สองเชื่อมเมืองซี่อานสู่อาเซียน เอเชียใต้ และมหาสมุทรอินเดีย (ทางถนนเดินทางได้อยู่แล้ว แต่ขณะนี้รถเส้นทางรถไฟ) และเส้นทางที่สามเชื่อมเอเชียกลาง อ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
 
ส่วนเส้นทางทะเล "One Road" มี 2 เส้นทางคือเริ่มจากท่าเรือฉวนโจว (Quanzhou) ในมณฑลฝู่เจี่ยน (Fujian) ผ่านทะเลจีนใต้ ผ่านอาเซียน ผ่านมหาสมุทรอินเดีย และจากท่าเรือ ฉวนโจว เข้าที่ทะเลจีนใต้และทะเลใต้ (South Pacific) จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เรื่องใหม่เลย
 
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสมัยโบราณที่จีนใช้ในการทำมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียกลางอยู่แล้ว คำว่า "One Belt" จึงหมายถึงการเชื่อมเส้นทางบนถนนที่เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 670 (1,345 ปีมาแล้ว) ที่มีพ่อค้าชาวอิหร่านให้ศาลยุติธรรมช่วยค้นหาน้องชาย อูฐ 2 ตัว วัว 4 ตัวและลา 1 ตัว รวมทั้งผ้าไหมจำนวน 270 ม้วน (Bolt of Silk) ที่หายไป ระหว่างการนำของไปส่งให้พ่อค้าชาวจีน สุดท้ายน้องชายยังไม่เสียชีวิต แต่สัตว์ทั้ง 7 ตัว และผ้าไหมหาไม่เจอ ทำให้จึงมีการเรียกเส้นทางการขนส่งนี้ว่า "Silk Road Trade" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
การดำเนินนโยบายของจีนในแถบเอเชียกลางนี้ได้กำหนดให้มณฑลซินเจียง (Xinjiang) เป็นประตูทางการค้า (Gateway) กับเอเชียกลาง มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 50,000 ล้านเหรียญ คาดว่าในปี 2563 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านเหรียญ โดยมีประเทศอุซเบกิสถานและคีร์กีซสถานเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียที่เชื่อมโยงกับประเทศจีน ยุทธศาสตร์ของจีนที่วางตำแหน่งของมณฑลเพื่อจะขับเคลื่อน OBOR ดังนี้
 
ภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือวางตำแหน่งให้ "มณฑลซินเจียง" เป็นประตูเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจของ "New Eurasian Economic Belt" (จีน เอเชียกลาง และยุโรป) และมณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) ที่เชื่อมกับระเบียงเศรษฐกิจ China Mongolia Russia Economic Belt (จีน มองโกเลีย และรัสเซีย)
 
สำหรับภูมิภาคทางใต้ได้กำหนดให้มณฑลกว่างซี่ (Quangxi) และยูนนาน (Yunnan) เป็นประตูสู่อาเซียน มณฑลกว่างซี่ติดมีชายแดนติดกับเวียดนาม เส้นทางนี้จะมีเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์ และมีด่าน Dong Dang ในจังหวัด Lang Son ของเวียดนามกับด่านหยวยอี้กวนของมณฑลกว่างซี่
 
ส่วนยูนนานมีชายแดนติด 3 ประเทศ คือ เมียนมา ลาว และเวียดนาม ตรงด่านมูเซของเมียนมากับรุ่ยลี่ของยูนนานจะมีเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-สิงคโปร์เช่นกัน ผ่านเมืองมัณฑะเลย์เข้าสู่ย่างกุ้ง ตรงเมืองมัณฑะเลย์จะมีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังด่านตามู (เมียนมา-มอเรย์ (อินเดีย) เข้าภาคอีสานของอินเดียนี้คือระเบียงเศรษฐกิจจีน (ยูนนาน) เมียนมา (มัณฑะเลย์) บังคลาเทศ และอินเดีย (รัฐ 7 สาวน้อยและกัลกัตตา) เรียกว่า "Bangladesh-ChinaIndia-Myanmar Economic Corridor" นอกจากนี้ยังมี "China-Pakistan Economic Corridor"
 
หันกลับมาดูผลกระทบต่ออาเซียนและประเทศไทยบ้างว่า จากนโยบายดังกล่าวจะมีผลอย่างไร ผลกระทบทางบวกอย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ การเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างจีนและอาเซียนทั้งทางบกและทางทะเล ในทางบกนั้นจีนให้ความสำคัญกับการขนส่งทางรถไฟอย่างมาก เช่น ทางรถไฟจากคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน เข้ามาเวียงจันทน์ (มูลค่า 200,000 ล้านบาท) เส้นทางรถไฟจากหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-มาบตาพุด (ระยะทาง 734 กม.) และเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพ (ระยะทาง 133 กม.) เส้นทางรถไฟคุนหมิง-สิงคโปร์ระยะทาง 7,000 กม. แบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม คุณหมิง
 
และอีกเส้นคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เมียนมา และคุนหมิง (ด่านมูเซ-รุ่ยลี่) ขณะนี้กำลังเชื่อมโยงส่วนขาดไป (Missing Link) ตรงอรัญประเทศ-ปอตเปย เวียดนาม-ลาว และเมียนมา-ไทย และเมื่อไม่กี่วันมานี้สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานการขุดขายคลองกระเพื่อให้เรือเดินสมุทรสามารถตัดผ่านจากมหาสมุทรอินเดียข้ามไปยังอ่าวไทยได้อย่างสะดวก โดยร่นระยะทางได้กว่า 3 วัน เพราะจีนต้องการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันที่ผ่านช่องแคบมะละกา ที่มีการขนส่ง 13,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน
 
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในอนาคตจากนโยบาย OBOR หากเส้นทางรถไฟทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย นักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอาเซียนจะเข้ามาเที่ยวกันมากขึ้น ตัวเลขปี 2557 นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาอาเซียน 15 ล้านคน ในอนาคตคาดว่าตัวเลขน่าจะไปถึง 20 ล้านคน อาเซียนไปเที่ยวจีน 8 ล้านคน (ปี 2557) คาดว่าการเดินทางรถไฟสะดวกขึ้นตัวเลขไปมากกว่า 10 ล้านคน
 
 
 
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย)
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์