หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เครื่องสําอางไทยบุกอาเซียน 'ซีแอลเอ็มวี' ศักยภาพโตสูง

19 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 3800)

เครื่องสําอางของไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ําจนถึงปลายน้ําที่มีโอกาสสร้างรายได้สูง โดยสินค้าไทยยังมีศักยภาพการแข่งขันและโอกาสขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียนที่นิยมเครื่องสําอางจากประเทศไทย
 
วงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารและพัฒนาธุรกิจ บริษัท คาร์มาร์ท จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทดําเนินธุรกิจทั้งนําเข้าและจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางจากต่างประเทศ รวมทั้งสร้างแบรนด์เองโดยผลิตและจัดจําหน่ายเครื่องสําอางแบรนด์ "คาร์มาร์ท" พร้อมทั้งส่งออกผลิตภัณฑ์ความงามเจาะตลาดต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย วางเป้าหมายก้าวเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทยและอันดับหนึ่งของเอเชียในอนาคต
 
จากภาพรวมเศรษฐกิจและกําลังซื้อในประเทศซบเซาทําให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสําอางไทยหันมาให้ความสําคัญกับการทําตลาดในกลุ่มประเทศเอเชียมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศยังมีเศรษฐกิจและกําลังซื้อเติบโต
 
ทั้งนี้ มองว่าจีนถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ ที่ผ่านมานําเข้าเครื่องสําอางจากไทยไปจําหน่ายคิดเป็นมูลค่าราว 1,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีน ประกอบกับผู้บริโภคชาวจีนประสบปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบจํานวนมากทําให้เกิดกระแสนิยมสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานการผลิต ที่ผ่านมาบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงฟิลิปปินส์
 
ขณะที่ประเทศจีนเริ่มทําตลาดมาระยะหนึ่งพบว่า ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี สําหรับผู้ประกอบที่สนใจจะเข้าไปทําตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนจะต้องให้ความสําคัญกับการทําตลาดด้วย "ภาษาอังกฤษหรือภาษาท้องถิ่น" พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานสากล รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง และวางกลยุทธ์ราคาที่สามารถแข่งขันได้
 
ภาพรวมตลาดส่งออกเครื่องสําอางของไทยที่ผ่านมามีทั้งขาขึ้นและขาลง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐและกลุ่มยุโรปที่ประสบปัญหาสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตเครื่องสําอางส่งออกติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย ไม่รวมอินเดียและจีน โดยเป็นรองประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ศักยภาพใกล้เคียงกับประเทศไทย
 
ธนิศร์ จิรบันดาลสุข ประธานบริษัท เจเอส อินโน เทค (ประเทศไทย) จํากัด ตัวแทนจําหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องมือทางการแพทย์กล่าวว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสําอางไทยมีความพร้อมที่จะก้าวไปทําตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อรองรับกับการแข่งขันหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
 
ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปทําตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเน้นในตลาดกลุ่มประเทศเพื่อบ้านหรือซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพราะมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพและมีอนาคต เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการลงทุนในทุกภาคธุรกิจทําให้มีความต้องการในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความสวยความงามและไลฟ์สไตล์สูง อีกทั้งผู้บริโภคมีอํานาจจับจ่ายเพิ่มขึ้นจากในเศรษฐกิจในประเทศเติบโต
 
ขณะที่รูปแบบการเข้าไปทําตลาดในต่างประเทศนั้นจะหาพันธมิตรหรือตัวแทนจําหน่ายในแต่ละประเทศที่มีความชํานาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ความสวยและความงาม ซึ่งจะกระจายสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
 
ธนิศร์มองว่าการเป็ดเออีซีจะส่งผลให้ตลาดเครื่องสําอางของไทยมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ต่างก็มีความชื่นชอบสินค้าจากไทยเพราะมองว่ามีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสูง ประเทศไทยมีจุดเด่นการเป็นฐานการผลิตเครื่องสําอางของผู้ผลิตเครื่องสําอางระดับโลก ทําให้ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ สุขภาพและความสวยความงามของภูมิภาคอาเซียน
 
เห็นได้จากจํานวนชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางที่เดินทางเข้ามารักษาตัวในประเทศไทย ขณะที่กลุ่มอาเซียนนิยมเครื่องสําอางไทย
 
สุภาพร สรรพการพาณิชย์ กรรมการ บริษัท แอดว้านส์ คอสเมติคส์ จํากัด ผู้ผลิตและจัดจําหน่ายเครื่องสําอางแบรนด์ "ซิค" กล่าวว่า เครื่องสําอางแบรนด์ไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ที่สนใจสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย
 
นอกจากนี้ ยังมีประเทศกัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม ลาว และเมียนมา เพราะมองว่าสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยเป็นสินค้ามีมีคุณภาพและมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ที่ผ่านมาบริษัทให้ความสําคัญการขยายตลาดส่งออกต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบันส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และลาว
 
นอกจากนี้ เริ่มขยายตลาดไปยังฮ่องกง จีน เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ขณะที่สัดส่วนยอดขายหลักมาจากตลาดในประเทศสัดส่วน 60% และอีก 40% มาจากต่างประเทศ หลังจากเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศจะทําให้สัดส่วนส่งออกเพิ่มขึ้นในปีหน้า
 
 
 
 
(มธาวี ตันเรืองเวชจรูญ
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์