หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
TPP : มุ่งสู่แปซิฟิก

15 ตุลาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1879)

การบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership) ของ 12 ประเทศภาคพื้นแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐ และเวียดนาม ที่เป็นทั้งเขตการค้าเสรีและมุ่งเน้นสร้างมาตรฐานการค้าโลกใหม่ ซึ่งข้อตกลงนี้จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนเกมการค้าการลงทุนในระดับโลก (Global Game-Changer) ในอนาคตด้วยเหตุผล 3 ประการ
 
ประการแรก ผลต่อเศรษฐกิจโลกและการค้า หาก TPP ผ่านการอนุมัติของสภาในแต่ละประเทศ และมีผลบังคับใช้ได้จริงแล้ว จะช่วยทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกที่ซึมเซา ประกอบกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้การค้าโลกหดตัวมาก โดยมูลค่าการค้าทั่วโลกหดตัวมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ต่างปกป้องการค้าของตนผ่านมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier : NTB) มากขึ้น
 
ดังนั้น การที่ 12 ประเทศสมาชิกที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันมากกว่าร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจโลกลดภาษีนำเข้าให้เหลือศูนย์ย่อมเพิ่มการค้าให้กับผู้ส่งออกของประเทศเหล่านั้น แต่เหนือกว่านั้นคือ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนใน 12 ประเทศ ที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศในกลุ่มด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม สำนักวิจัย Peterson Institute for International Economics ระบุว่า TPP จะทำให้เศรษฐกิจของ 12 ประเทศสมาชิกมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างน้อย 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกสิบปีข้างหน้า โดยเศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และเม็กซิโก จะขยายตัวมากกว่าประเทศขนาดใหญ่ แต่ถ้า TPP สามารถขยายได้ถึง 17 ประเทศ (รวมประเทศที่แสดงความสนใจเข้าร่วม ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และจีน) จะทำให้เศรษฐกิจขนาดเล็กขยายตัวได้ร้อยละ 10-20 จากปัจจุบันเลยทีเดียว
 
นอกจากนั้น หากพิจารณาในรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ แน่นอนว่าเขตการค้าขนาดใหญ่เช่นนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการค้า (Trade Diversion) อย่างแน่นอน และหากพิจารณาประเด็นเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ที่เริ่มมีข้อตกลงในปี 1992 เป็นตัวอย่าง จะเห็นว่า ก่อนมี AFTA ไทยส่งออกไปอาเซียนรวมแล้วประมาณร้อยละ 13.8 ของตลาดส่งออกทั้งหมด แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 26.1 บ่งชี้ว่าเพราะภาษีที่ลดเหลือร้อยละ 0 ทำให้อาเซียนมีการค้าระหว่างกันมากขึ้น ซึ่ง TPP ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน
 
ประการที่สอง ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การที่สหรัฐที่เป็นเจ้าของแนวคิดสามารถผลักดัน TPP ได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้สหรัฐกลับมามีอิทธิพลมากขึ้นในเอเชีย หลังจากที่ระยะหลังได้สูญเสียความเป็นพี่เบิ้มไปให้กับจีน หลังจากที่จีนได้มีนโยบายที่จะสร้างการเชื่อมโยงกับประเทศในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้มากขึ้น ผ่านกลยุทธ์ "เส้นทางสายไหมใหม่" (New Silk Road) โดยใช้ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ
 
ประการที่สาม ในเชิงมาตรฐานการค้า  TPP จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านการค้าการลงทุน เพราะจะคำนึงถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และถูกละเลยจากการเจรจาการค้าอื่น ๆ เช่น การให้ความคุ้มครองต่อทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภท การคำนึงถึงสวัสดิการแรงงานและสิ่งแวดล้อม การจำกัดบทบาทของรัฐวิสาหกิจ และการคำนึงถึงประเด็นเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ในระยะหลังมักจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือต่อต้านการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) มากขึ้น
 
อย่างไรก็ดี ประเด็นการสร้างมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าของ TPP นั้น อาจทำให้ประเทศที่แม้อยู่นอกกลุ่ม TPP ก็สามารถได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เช่น มาเลเซีย อาจสามารถส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ใช้วัตถุดิบจากจีนและอินเดียไปยังประเทศใน TPP ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็สามารถส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนจากไทยและจีนได้มากขึ้น คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ประเทศไทยจะได้หรือเสียประโยชน์จาก TPP มองว่าในระยะยาว หากไทยไม่เข้าร่วม TPP จะเสียเปรียบแน่นอน เนื่องจากสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ ที่มีสัดส่วนรวมกว่าร้อยละ 33 ของสินค้าส่งออกนั้น มีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาด TPP เกินกว่าร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมด การที่เราไม่เข้าร่วมจะทำให้โอกาสในการส่งออกไปยังตลาด TPP ลดลงและโดนคู่แข่งเช่นเวียดนามตัดหน้าอย่างแน่นอน
 
ยกตัวอย่างเช่น ภาษีนำเข้าที่สหรัฐเก็บในสินค้าเครื่องนุ่งห่มและอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าจากไทยอยู่ที่ร้อยละ 17.8-32.5 ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ร้อยละ 7 ในขณะที่อัตราภาษีสูงสุดที่สหรัฐเก็บจากสินค้านำเข้าของเวียดนามอยู่ที่ร้อยละ 37.5 แต่โดยเฉลี่ยทุกสินค้าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.6 ซึ่งหาก TPP มีผลบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าเวียดนามจะเหลือร้อยละ 0 ทันที ซึ่งจะทำให้สูญเสียตลาดส่งออกสำคัญอย่างสหรัฐค่อนข้างแน่นอน
 
อย่างไรก็ตาม มีบางประเด็นที่น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในส่วนของการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรยาสำหรับผลิตภัณฑ์ยาบางประเภท กล่าวคือ สหรัฐต้องการให้มีการปกป้องสูตรยาต้นแบบที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่เป็นเวลา 12 ปี ทำให้บางประเทศ เช่น ไทย ที่ไม่เคยมีเงื่อนไขดังกล่าว อาจเข้าถึงยาสามัญที่ลอกเลียนสูตรยาต้นแบบเหล่านี้แต่ราคาถูกกว่าได้ยากขึ้น ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเฉพาะทางมีราคาสูงขึ้น
 
ทั้งนี้ ล่าสุดคู่ค้าอื่น ๆ ได้เจรจาให้ลดระยะเวลาปกป้องสูตรเหลือเพียง 5 ปีเท่านั้น ทำให้ความกังวลประเด็นนี้ลดลงไปได้บ้าง ส่วนในระยะสั้นนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับต่างจากที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจ กล่าวคือ หาก TPP สัมฤทธิผลไทยอาจจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศอื่น ๆ เข้าร่วม TPP ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนอาจได้ประโยชน์จากการลดอัตราส่วนวัตถุดิบของสินค้าส่งออกตามหลัก Rule of Origin ซึ่งถือเป็นการได้ประโยชน์จากการส่งออกทางอ้อมเป็นหลัก กล่าวคือ ก่อน TPP บังคับใช้นั้นผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นจะสามารถส่งออกไปสหรัฐ และได้สิทธิภาษีศุลกากรร้อยละ 0 ก็ต่อเมื่อยานยนต์นั้น ๆ ต้องผลิตภายในญี่ปุ่นเองอย่างน้อยร้อยละ 62.5 แต่ภายใต้กฎ Rule of Origin ใหม่ของ TPP จะลดสัดส่วนดังกล่าวเหลือร้อยละ 45 ดังนั้น ผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นก็สามารถนำเข้าชิ้นส่วนจากไทยได้มากขึ้น ดังนั้น ในระยะสั้นไทยจึงได้ประโยชน์มากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปหากผู้ผลิตญี่ปุ่นคำนวณแล้วเห็นว่าการตั้งโรงงานใหม่ และ/หรือหา Supplier ใหม่ที่ทำให้ต้นทุนถูกกว่าการนำเข้าและผลิตเพื่อส่งออกเช่นนี้ก็อาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านั้น เช่น เวียดนาม ที่มีประชากรมีความรู้ มีแนวนโยบายทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ และติดกับทะเลจีนใต้ทำให้เอื้อต่อการส่งออกมากกว่าไทย แสงสว่างของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ขึ้นอยู่กับว่าไทยกล้าพอที่จะมุ่งหน้าไปหรือไม่
 
 
 
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์