หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ความท้าทายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มไทยในอาเซียน

30 กันยายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 2735)

ในปี 2557 มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในอาเซียน อยู่ที่ 450,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นมูลค่าของตลาดโลกจะอยู่ที่ 32 ล้านล้านบาท ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 10 อันดับแรกของโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ เยอรมันและในแถบยุโรป
 
สำหรับประเทศอาเซียน ผู้ส่งออกหลักที่ส่งออกไปยังตลาดโลกจะเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนเก่า 5 ประเทศ โดยมีประเทศอินโดนีเซียส่งออกมากเป็นอันดับที่หนึ่งด้วยมูลค่า 1.03 ล้านล้านบาท ตามด้วยประเทศไทยมูลค่า 1 ล้านล้านบาท และมาเลเซียเป็นอันดับที่ 3 ด้วยมูลค่า 8 แสนล้านบาท ที่อินโดนีเซียแซงหน้าประเทศไทยน่าจะมาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยที่มียอดการส่งออกลดลงในระยะที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกข้าวของไทย และหากให้มูลค่าการส่งออกทั้งหมดของอาเซียนเป็น 100% เมื่อคิดตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2557 พบว่าประเทศอาเซียนเก่าส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 78% ในปี 2553 และเพิ่มเป็น 82% ในปี 2557
 
ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของกลุ่มประเทศ CLMV มีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงจาก 21% เหลือเพียง 18% และเมื่อพิจารณาด้านการนำเข้าบ้าง พบว่า ประเทศในกลุ่ม CLMV มีสัดส่วนการนำเข้าอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 25% เป็น 31% ในขณะที่กลุ่มอาเซียนกลับมีสัดส่วนการนำเข้าที่ลดลงจาก 74% เหลือ 68% นั้นสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มประเทศใน CLMV จะมีการนำเข้าอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 40% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
 
สำหรับผู้ส่งออกอาเซียนที่ส่งออกในตลาดอาเซียนมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ไทยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 123,270 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาดของไทยในอาเซียนเพิ่มจาก 25% เป็น 27% ในช่วงปี 2553 ถึง 2557 ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของมาเลเซียก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ส่วนแบ่งการตลาดของอินโดนีเซียปรับลดลง สำหรับตลาดส่งออกอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นตลาดหลัก แต่ที่น่าสนใจคือตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้าขายตามแนวชายแดนที่กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายแดนเมียนมา กัมพูชา และลาว
 
และเมื่อลงไปพิจารณาในรายตลาดที่สำคัญของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทย ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ พบว่า มาเลเซียมีการนำเข้าสินค้าด้วยมูลค่า 140,000 ล้านบาท กลุ่มหลัก ๆ เป็นน้ำมันมะพร้าวและข้าว น้ำตาล ปลาสดแช่เย็น แต่ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนการนำเข้าของโกโก้และสิ่งสกัดจากมอลต์ มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การนำเข้าของอินโดนีเซียนั้นสินค้าอาหารส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าที่ประเภทสินค้าใกล้เคียงกันกับของมาเลเซีย แต่ที่แตกต่างตรงที่การนำเข้าของอินโดนีเซียนั้นมีการนำเข้าเครื่องดื่มและอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และบิสกิตมากขึ้น เป็นเพราะมีการรณรงค์ให้มีการบริโภคสินค้าอาหารที่เป็นประเภทข้าวลดลง เพื่อต้องการลดการนำเข้าข้าวจากประเทศอาเซียน รวมทั้งรายได้ของคนชั้นกลางของอินโดนีเซียที่มีเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ต้องบริโภคอาหารสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารประเภทกล่อง (Packed Food) ที่สามารถบริโภคได้เลย รวมทั้งวิธีชีวิตประจำวันของอินโดนีเซียก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็น "สังคมคนทำงาน"
 
นอกจากนี้ ยังมีการบริโภคกลุ่มอาหารที่ใกล้เคียงกับประเภทแรกคือ อาหารบะหมี่สำเร็จรูป นม และอาหารเด็ก เป็นต้น การนำเข้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากมาเลเซียและไทย ส่วนการนำเข้าของสิงคโปร์มีการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มและกุ้ง ปู และปลาแช่แข็งเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอีกสินค้าหลายประเภท
 
สำหรับความท้าทายของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของไทยในอนาคตคงหนีไม่พ้นมาตรการที่มิใช่ภาษีจากกลุ่มประเทศอาเซียนเก่าที่มีการกำหนดเข้มข้นในสินค้าอาหาร เช่น กลุ่มสินค้าข้าวและน้ำตาล ยังไม่เป็นศูนย์ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าอาหารจากประเทศ CLMV ก็มีอีกหลาย ๆ รายการที่กำหนดให้ภาษีไม่เป็นศูนย์ ที่เรียกว่า "Sensitive List" ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าอาหารและเครื่องดื่มแทบทั้งสิ้น
 
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มาจาก AEC และสิ่งท้าทายต่อผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มไทยและสิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการนั้น ไทยจะมีคู่แข่งที่สำคัญจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เป็นหลากหลายสินค้ามากขึ้น เดิมสินค้าเหล่านี้ขายในบ้านเขา แต่พอ AEC เปิดเต็มรูปแบบทั้งผู้นำเข้าและนักธุรกิจจะนำสินค้าเหล่านี้ออกมาทำตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ จะมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด CLMV และเกิด "Price War" ในตลาด CLMV อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามราคาของสินค้าไทยด้วยกันเอง ในอนาคตสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจะไม่มีมาจากกลุ่มประเทศ CLMV แต่กลุ่มประเทศเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตลาดให้กับกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของประเทศอาเซียนเก่ารวมทั้งไทยด้วย หากไม่มีการวางแผนการตลาดหรือทำการเจาะตลาดให้ลึกซึ้งมากพอ มีสินค้าอาหารบางรายการอาจจะสูญเสียตลาดได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารกล่อง ประเภทขบเคี้ยว และขนมปังในรูปแบบต่าง ๆ (สินค้ากลุ่มนี้มาเลเซียถนัดทำ)
 
ขอเสนอแนะสิ่งที่ผลิตภัณฑ์อาหารไทยต้องเร่งทำคือ
1. สร้างศูนย์กระจายสินค้าไทยในประเทศอาเซียน โดยเป็นการลงทุนของภาคเอกชน รัฐฯ ทำหน้าที่ช่วยเจรจาหาสถานที่ให้โดยการเจรจากับประเทศในอาเซียน เช่น เจรจาการเช่าตึกในอาเซียนแล้วตั้งเป็น "Thailand Food Bazaar" ตึกนี้จะต้องเป็นโอกาสของสินค้าโอทอปของไทยทั้ง 4 และ 5 ดาวสามารถนำไปขายที่ตึกนี้ได้เลย ที่เป็นอย่างนี้เพราะกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs หากไม่มีช่องทางจำหน่ายให้เค้า "โอกาสยาก" ที่จะเข้าไปขายในตลาดอาเซียนได้
 
2. ผ่านช่องทางการจำหน่ายในตลาดดั้งเดิม ต้องอย่าลืมว่าในกลุ่ม CLMV การค้าแบบสมัยใหม่ยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นตลาดสด 90% ที่เหลือเป็นการค้าแบบสมัยใหม่ วิธีการเจาะตลาดดั้งเดิมท่านต้องมีบูธเล็กๆ เพื่อวางสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของท่านให้ผู้บริโภคใน CLMV ได้ลิ้มลองชิม วิธีนี้จะเป็นวิธีที่เข้าถึง "แม่บ้านโดยตรง" เพราะหากเราเอาของไปวางในห้างสมัยใหม่ SMEs อย่างเราคงไม่มีเงินทุนมากพอเพราะต้นทุนในการเช่าแพง
 
3. ไปดึงบริษัทหรือผู้นำเข้าสินค้าของประเทศอาเซียนที่ท่านมีแผนว่าจะนำสินค้าไปขายเข้ามาดูงานในบริษัทท่าน ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เลย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดกับผู้บริโภค หากเขามั่นใจในตัวสินค้าของเราการคุยเรื่องราคาจะง่ายขึ้น
 
4. จะอย่างไรก็แล้วแต่มีหลายเสียงบอกว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงนี้เป็นดาบสองคม หากท่านคิดว่า ผู้บริโภคของอาเซียนชอบสินค้าไทยอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำมาตรฐานหรือคุณภาพมาก การคิดอย่างนี้ถือว่า "ผิดมหันต์" เพราะถ้าเขาปฏิเสธหรือตีกลับจะส่งผลเสียอย่างมากต่อทั้งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย หน้าที่ท่านต้องทำให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มมีคุณภาพมากขึ้นไปอีก
 
 
 
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์