หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุในประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

27 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 4784)
 
โดย สันติพจน์ กลับดี
 
                 
 
องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ได้กำหนดเกณฑ์ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไว้ว่า หากประเทศใดมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรรวมแล้ว ถือว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และถ้าเมื่อใดก็ตามที่ประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรรวมแล้ว ก็จะถือว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)
 
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนระหว่างประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปต่อประชากรทั้งหมดในแต่ละประเทศสูงขึ้น เนื่องจากประชากรในยุคปัจจุบันมีอายุยืนขึ้น ประกอบกับการที่คนรุ่นใหม่ซึ่งอยู่ในวัยเจริญพันธุ์มีค่านิยมในการมีบุตรน้อยลง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู การดูแลเกี่ยวกับสุขภาพเด็ก ตลอดจนภาระในการให้การศึกษาค่อนข้างสูง ในที่สุดทำให้หลาย ๆ ประเทศในปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำและอัตราการตายก็ต่ำด้วย ผลก็คือกลายเป็นประเทศที่มีเด็กจำนวนน้อยลงแต่มีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น และสิ่งที่จะตามมาคือการเกิดภาระการพึ่งพิงต่อกลุ่มที่เป็นกำลังแรงงานในรุ่นต่อ ๆ ไปที่สูงขึ้น
 
ทางด้านหลักเกณฑ์ในการจำแนกกลุ่มอายุของประชากรในแต่ละประเทศนั้น องค์การสหประชาชาติได้แบ่งประชากรในแต่ละประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ดังนี้
1. อายุ 0-14 ปี (เด็ก)
2. อายุ 15-59 ปี (วัยทำงาน)
3. อายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้สูงอายุ)
 
ในส่วนของประเทศที่เป็นสมาชิกของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนนั้น จากข้อมูลใน World Population Prospects 2015 ขององค์การสหประชาชาติ ได้แสดงให้เห็นว่าในแต่ละประเทศมีสัดส่วนของประชากรในช่วงอายุต่าง ๆ คิดเป็นอัตราร้อยละจากประชากรรวมทั้ง 3 กลุ่ม แสดงได้ดังตาราง
 
 
จากตาราง จะเห็นว่าปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ.2558) มีประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตามเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติแล้ว 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยสิงคโปร์มีสัดส่วนระหว่างประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 17.9 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่ไทยคิดเป็นร้อยละ 15.8 และเวียดนามคิดเป็นร้อยละ 10.3 และตัวเลขร้อยละเหล่านี้ของแต่ละประเทศจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
 
นอกจากนี้ จะเห็นว่าในอีก 35 ปีข้างหน้า ตามประมาณการขององค์การสหประชาชาติทุกประเทศจะมีประชากรรวมเพิ่มขึ้น ยกเว้นประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่จะมีประชากรลดลงจาก 67.96 ล้านคน ในปัจจุบันเหลือ 62.45 ล้านคนในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ.2593) แต่ทุกประเทศจะมีสัดส่วนของผู้สูงอายุในประชากรรวมเพิ่มขึ้นเหมือนกันหมด โดยประเทศที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์คือสิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม และมาเลเซีย ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ คือ อินโดนีเซีย เมียนมา กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยกันทุกประเทศ
 
สำหรับสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศอื่น ๆ นอกจากที่แต่ละประเทศจะดำเนินการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุตามรูปแบบของตนเองอยู่แล้ว การร่วมมือกันสร้างเครือข่ายสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในฐานะประชาชนอาเซียนตามมาตรฐานอาเซียนนับเป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกช่องทางหนึ่ง โดยอาจจะเริ่มมาจากการกำหนดวาระการประชุมเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุร่วมกันระหว่างสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานร่วมในการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุในสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม (เช่น ทุกประเทศมีการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุในลักษณะเดียวกัน ภายใต้กฎเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน)
 
การกำหนดมาตรฐานร่วมกันดังกล่าวนอกจากเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้สูงอายุของทั้ง 3 ประเทศ ในฐานะผู้ริเริ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ยังจะเป็นตัวอย่างในการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุให้กับประเทศสมาชิกอื่น ๆ อีก 7 ประเทศ ที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต่อไปในอนาคตต่อไปได้หรือไม่นั้น อาจจะขยายความร่วมมือจาก 3 ประเทศ เป็น 10 ประเทศ โดยจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุอาเซียนภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนก็เป็นไปได้
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์