หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ปั้นพาณิชย์ดิจิทัลเจาะ AEC รุกค้าขายตลาดออนไลน์

19 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1812)

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ได้มีความสำคัญและมีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลาย ๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและมุ่งพัฒนาตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการขายสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกยุคใหม่ที่โซเซียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การดำเนินการในเรื่องนี้ของไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มองเห็นโอกาสและลู่ทางในการค้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จึงได้ทำการพัฒนาตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยได้จัดทำเว็บไซต์ www.thaitrade.com เพื่อเป็นช่องทางในการเปิดตัวสินค้าไทยออกสู่ตลาดโลก
 
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้เปิดตัว thaitrade.com ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 94,545 ราย แบ่งเป็นสมาชิกผู้ซื้อ 78,789 ราย ผู้ขาย 15,756 ราย มีรายการสินค้ากว่า 200,000 รายการ ก่อให้เกิดมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 1,372 ล้านบาท ซึ่งหากรวมยอดซื้อขายที่เกิดขึ้นจากการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ขายคนไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศน่าจะรวมมูลค่าเกิน 3,000 ล้านบาท
 
"แนวโน้มการซื้อสินค้าออนไลน์เริ่มขยายตัวมากขึ้น กรมฯ ได้มองเห็นโอกาสในการเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าไทย จึงได้เร่งพัฒนาและผลักดันให้ thaitrade.com เป็นช่องทางใหม่ในการขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการคนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่จะมีช่องทางในการค้าขายมากขึ้น และที่สำคัญไม่ใช่แค่ขายเฉพาะคนในประเทศ แต่ยังสามารถเปิดตัวสินค้าขายไปยังตลาดต่างประเทศได้ทั่วโลก"
 
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้กรมฯ สร้างโอกาสทางการค้าให้กับ SMEs ในการออกไปทำตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs และพัฒนาให้ SMEs มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
 
นางนันทวัลย์กล่าวว่า แนวทางการใช้ thaitrade.com ในการเปิดตัวสินค้าไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศกรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทำการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดให้ผู้ซื้อต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีผู้ซื้อต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก โดยประเทศที่เป็นสมาชิกผู้ซื้อมากที่สุดคือ อินเดีย จีน สหรัฐ มาเลเซีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ ได้แก่ สินค้าอาหาร เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน สินค้าเพื่อความงามและเครื่องบารุงผิว สินค้าเกษตร เฟอร์นิเจอร์ อะไหล่รถยนต์ สินค้าสุขภาพประเภทยา และสินค้าเกี่ยวกับบ้าน เป็นต้น
 
กรมฯ จะให้ความสำคัญมุ่งเน้นผลักดันให้ thaitrade.com เป็นตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เจาะตลาดการค้าออนไลน์กับประเทศในอาเซียนและอาเซียน+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) โดยได้จัดทำโครงการพาณิชย์ดิจิทัลเจาะตลาด AEC++
 
"จะเร่งประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ thaitrade.com ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการทั้งจากอาเซียนและอาเซียน+6 ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และผลักดันให้มีการซื้อขายสินค้าไทยผ่าน thaitrade.com ให้ได้มากขึ้น"
 
ทั้งนี้ จะทำการเชื่อมโยงเว็บไซต์ thaitrade.com กับเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าออนไลน์ของประเทศเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของประเทศเป้าหมายสามารถลิงค์เข้ามายังเว็บไซต์ thaitrade.com ได้ง่ายขึ้น และมองหาสินค้าไทยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยง thaitrade.com กับเว็บไซต์ของประเทศอาเซียนและอาเซียน+6 แล้ว เช่น เชื่อมกับเว็บ Alibaba ของจีน เว็บTradekorea.com ของเกาหลีใต้ เว็บTradeindia.com ของอินเดีย เว็บ VietTrade ของเวียดนาม และยังได้เชื่อมโยงกับเว็บพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลียและฮ่องกงไปแล้วด้วย รวมทั้งมีแผนที่จะประสานความร่วมมือกับเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอินโดนีเซียและมาเลเซียในลาดับต่อไป
 
"การเชื่อมช่องทางการค้าออนไลน์ของไทยกับกลุ่มอาเซียนและอาเซียน+6 จะทำให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินค้าไทยได้ง่ายขึ้น และสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอาเซียนและอาเซียน+ 6 ได้เพิ่มขึ้น " นางนันทวัลย์กล่าว
 
สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ตลาดค้าขายออนไลน์ นางลลิดา จิวะนันทประวัติ ผู้อำนวยการสำนักพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงแผนการทางานในเรื่องนี้ว่า กรมฯ มีแผนที่จะสร้างผู้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศรายใหม่ทางออนไลน์ผ่านโครงการ New Young Online International Trader โดยจะผลักดันให้ SMEs เข้ามาเป็นสมาชิก thaitrade.com ให้ได้เพิ่มมากขึ้น โดยจะเข้าไปช่วยทั้งการฝึกอบรมการทำธุรกิจ ระบบการซื้อขาย การถ่ายภาพขึ้นเว็บไซต์ การแปลภาษา โดยจะเป็นพี่เลี้ยงให้จนกว่าจะมีความเข้มแข็งซื้อขายสินค้าได้
 
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย และกสิกรไทย ในการแนะนำลูกค้าให้เข้ามาเป็นสมาชิกเว็บไซต์ และกำลังจะพัฒนาความร่วมมือในการรับชำระค่าซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะทำให้การซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์มีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับ DHL ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเข้ามาเป็นพันธมิตรในการขนส่งสินค้าให้แก่ผู่ที่สั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ โดย DHL ได้ช่วยในการจัดทำข้อมูลกฎระเบียบในการนาเข้าในแต่ละประเทศว่าสินค้าอะไรส่งได้หรือส่งไม่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการขายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย
 
นอกจากนี้ จะจัดทำ Mobile Application เพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานของผู้ซื้อผู้ขายผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งทำให้ผู้ซื้อผู้ขายเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น และยังได้จัดตั้ง Thaitrade.com Center ศูนย์บริการให้คำปรึกษาความรู้และเทคนิค ด้านการค้าออนไลน์แก่สมาชิกและผู้ประกอบการทั่วไป เพื่อเพิ่มศักยภาพการทาการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งได้จัดให้มีบริการ Online Support สนับสนุนการใช้ บริการ Thaitrade.com และเรื่องอื่น ๆ ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
 
 
 
ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์