หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> กัมพูชา (Cambodia)
AEC กับแนวทางในการปฏิรูประบบภาษีเพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศกัมพูชา

19 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2702)

การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ.2558 จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีศุลกากรลดลงจะส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อประเทศกัมพูชาเนื่องจากในปัจจุบันประเทศกัมพูชาพึ่งพารายได้ จากภาษีศุลกากรมากกว่าภาษีทั่วไป (Customs > Tax) ต่างจาก ประเทศอื่นๆในอาเซียนเช่น ไทย เวียดนาม และสปป.ลาว ซึ่งมีรายได้จากภาษีทั่วไปมากกว่าภาษีศุลกากร (Tax > Customs)
 
ดังนั้นกัมพูชาจึงต้องเร่งปฏิรูปนโยบายการบริหารจัดการและกฎหมายเกี่ยวกับภาษีโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่
 
1) มีประสิทธิภาพ
2) ยุติธรรม
3) โปร่งใสและ
4) ได้รับความเชื่อมั่นจากสาธารณชน
 
โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมาย เกี่ยวกับภาษีหลายข้อเพื่อเป็นการดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและ ต่างประเทศรวมถึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลไปพร้อมๆกันโดยมี แนวทางดังนี้
 
1) ปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ ในระบบภาษีแบบเหมาจ่าย (Estimated Regime) โดยกำหนดให้ผู้เสียภาษี ในระบบนี้ต้องมีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านเรียล (KHR) ต่อปีจากเดิม ที่กำหนดไว้ 500 ล้านเรียล (KHR) โดยผู้ที่มีรายได้มากกว่าที่กำหนด จะต้องเข้าสู่ระบบประเมินภาษีตามจริง (Real Regime) ซึ่งจะทำให้ รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
 
2) ร่างกฎหมายเพิ่มเติมสำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาเช่นภาษีจากเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย (Interest Free Loan Tax) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
 
3) ปรับปรุงกฎหมายภาษีเกี่ยวกับธุรกิจที่แสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่
 
4) ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากสัญญาเช่า การเงินซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อ เสนอให้กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังอนุมัติใช้ในลำดับต่อไป
 
5) ร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนเพื่อเจรจาตกลงกับประเทศ ที่สำคัญ
 
6) นำหลักการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาขององค์การ เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD)มาบังคับใช้เป็น กฎหมาย
 
7) กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้าน เรียล (KHR) ต้องเข้าระบบ VAT จากเดิมที่กำหนดให้มีรายได้มากกว่า 500 ล้านเรียล
 
8) จัดให้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund)ให้แก่ผู้ส่งออก รายบุคคลรวมถึงนักท่องเที่ยวที่สนามบินและด่านศุลกากรต่างๆ
 
9) พิจารณาแก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิตรวมถึงให้เก็บภาษี ต่อหน่วย (Specific Tax) แทนการเก็บภาษีต่อมูลค่า (Ad Valorem Tax)
 
10) บังคับใช้แสตมป์กับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระบบภาษี สรรพสามิตอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงซึ่งทำให้รัฐสูญเสีย รายได้
 
11) พิจารณาแก้ไขภาษีธุรกิจประกันโดยเฉพาะประกันชีวิต ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากประกันภัยดังนั้นการจัดเก็บภาษี ในอัตราร้อยละ 5 ของเบี้ยประกันอาจสูงเกินไป ทั้งนี้จะมีการศึกษา และปรับลดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุน เพิ่มขึ้น
 
12) พิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่โดยจะปรับลด หรือยกเลิกสิทธิพิเศษที่ให้แก่ธุรกิจที่ไม่มีความจำเป็นต่อประเทศและ ปรับเพิ่มสิทธิพิเศษให้แก่ธุรกิจที่ต้องการให้มีการลงทุน เช่น การเกษตร และการแปรรูปอาหาร เป็นต้น
 
นอกจากการปฏิรูปพิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับภาษีแล้ว รัฐบาลยังมีความพยายามที่จะปรับปรุงการให้บริการด้านภาษีของ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีแนวทางดังนี้
 
1) ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ด้านภาษีมีใจรักการบริการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เสียภาษีและผู้จัดเก็บภาษี
2) เปิดบริการศูนย์บริการข้อมูล (Call Center) เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ
3) จัดทำระบบสารสนเทศ(IT)เพื่อความรวดเร็วใน การให้บริการและการตรวจสอบ
4) เพิ่มช่องทางแก่ผู้เสียภาษีให้สามารถชำระภาษีผ่านทางธนาคารได้
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.
 
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์