หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ส่องโอกาส วางกลยุทธ์เจาะตาด CLMV

11 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2231)
 

การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในช่วงปลายปี 2015 จะส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นตลาดที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างแรงงานที่มีราคาต่ำ การมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การดำเนินนโยบายของภาครัฐ ทั้งในด้านของการเปิดการค้าเสรี การจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการลงทุนต่าง ๆ ให้กับนักลงทุน

 
สำหรับในด้านของภูมิศาสตร์จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางการค้าใหญ่ ๆ จากทุกมุมโลก นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ CLMV ได้รับการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องโดยการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ เยอรมนี ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้กลุ่มประเทศ CLMV เหมาะแก่ผู้ประกอบการในการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุน รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสในการขยายตลาดค่อนข้างสูง ประกอบกับไทยเองเผชิญปัญหาจากต้นทุนแรงงานขั้นต่ำที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเร่งมองหาโอกาสในการปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งกลุ่ม CLMV เป็นกลุ่มที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้
 
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของไทยส่งผลให้ประเทศเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเมื่อเทียบแล้วค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าเมียนมาถึง 5 เท่า กัมพูชา 4 เท่า ลาว 3.5 เท่า และเวียดนาม 3 เท่า ผู้ประกอบการในไทยจึงต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลให้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ลดระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
 
ทั้งนี้ ในภาวะที่การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวอย่างช้า ๆ และเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีไอซีแนะ 4 กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้เพื่อคว้าโอกาสจาก CLMV เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น คือ 1) การลดต้นทุน 2) การเพิ่มมูลค่า 3) การหาตลาดใหม่ 4) การหาโอกาสจากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
 
1) กลยุทธ์การลดต้นทุน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ปัจจุบันมีการใช้แรงงานไร้ฝีมืออย่างเข้มข้นผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการย้ายฐานการผลิตออกไปยังกลุ่ม CLMV เพื่อลดต้นทุนจากแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) และกึ่งฝีมือ (Semi-skilled labor) ยกตัวอย่าง เช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้า โรงงานผลิตรองเท้า สามารถย้ายฐานการผลิตไปกัมพูชาเพื่อใช้แรงงานไร้ฝีมือที่มีราคาต่ำกว่าไทย ในขณะที่อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมไฮเทคอื่น ๆ สามารถย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม เนื่องจากมีฐานแรงงานกึ่งฝีมือ (semi-skilled labor) มาก
 
        
 
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้โดยตรงให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น และถ้าเป็นผู้รับจ้างผลิต (Subcontractor) หรือผู้จัดหาชิ้นส่วน (Supplier) ให้บริษัทใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Hyundai, Nikon, Intel, Nissan, Toyota หรือ LG ที่ย้ายฐานการผลิตไปยัง Hi-Tech Park ของเวียดนาม จะสามารถต่อยอดธุรกิจในกลุ่มคลัสเตอร์ได้ ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามมีการปรับข้อบังคับการเข้าข่ายเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคให้ง่ายขึ้น ตามกฎข้อบังคับเลขที่ 19/2015/QD-TTg เช่น ลดสัดส่วนรายได้รวมจากการขายสินค้าไฮเทคลงเหลือ 70% จากเดิมที่รายได้ทั้งหมดต้องมาจากการขายสินค้าไฮเทค 100% โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป
 
อนึ่ง ข้อพึงระวังจากการลงทุนในกลุ่ม CLMV ได้แก่ ต้นทุนแฝงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ต้นทุนแฝงจากแรงงาน ในการประท้วงหยุดงาน ต้นทุนแฝงจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขาดแคลนไฟฟ้าในบางส่วนของเมียนมาและกัมพูชา ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงกว่าไทย
 
2) กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่า สามารถปรับใช้ได้กับธุรกิจที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดสินค้าพื้นฐาน ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยเผชิญกับการแข่งขันในการส่งออกวัตถุดิบ หรือ สินค้าพื้นฐาน (Primary product) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผู้เล่นที่มีฐานการผลิตใน CLMV ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางการเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรมเบา เช่น เครื่องนุ่งห่ม เบาะรถยนต์
 
                             
 
ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเหล่านี้สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้โดยการต่อยอดจากสินค้าพื้นฐานให้เป็นสินค้าเพิ่มมูลค่า โดยอาศัยการสร้างแบรนด์ การปรับรูปลักษณ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มประโยชน์และการใช้สอย ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากส่งออกข้าวขาวในกระสอบเป็นข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ในบรรจุภัณฑ์ทันสมัยดูดีมีมาตรฐาน การส่งออกกล้วยตากเคลือบรสต่าง ๆ แทนที่จะส่งออกกล้วยสด การส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ที่มีการออกแบบใหม่ ๆ ให้ตรงตามความต้องการของตลาด แทนที่จะส่งออกชิ้นส่วนประกอบเล็ก ๆ มูลค่าต่ำ
 
อนึ่ง สินค้าที่เพิ่มมูลค่าแล้ว นอกจากส่งออกไปขายในยุโรป สหรัฐฯ และจีน ยังสามารถส่งออกไปขายประเทศในกลุ่ม CLMV นี้ด้วยเช่นกัน โดยประชากรในกลุ่ม CLMV นิยมสินค้าไทยอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย โดยมองว่าสินค้าจากไทยมีมาตรฐานที่ดีกว่าสินค้าจากจีน อินโดนีเซีย หรือของประเทศตนเอง
 
3) กลยุทธ์การหาตลาดใหม่ เหมาะสำหรับธุรกิจหรือบริการที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและตอบโจทย์ความต้องการของชนชั้นกลางในประเทศกลุ่ม CLMV ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นการบริโภคในครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเติบโตจากปีก่อนหน้าเพียง 1% ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับแรงกดดันในการกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้า สภาวะเช่นนี้เป็นการบังคับให้เกิดการแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่เข้มข้นขึ้น ตลาดเปิดใหม่อย่าง CLMV จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งในด้านของการกระจายความเสี่ยงจากตลาดในประเทศที่โตช้าและมีการแข่งขันที่รุนแรง ปริมาณชนชั้นกลางที่มากขึ้นและอัตราความยากจนที่ลดลงของประเทศกลุ่ม CLMV ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการต่าง ๆ มากขึ้น
 
ทั้งนี้ สะท้อนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัวในไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจที่มีโอกาสสูงในการขยายออกไปตลาดใหม่เหล่านี้ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยและวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจเกี่ยวกับความงามและสปา อาหารสำเร็จรูปและเครื่องอุปโภคบริโภค ธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น
 
                       
 
4) กลยุทธ์การหาโอกาสจากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจในกลุ่มคลัสเตอร์และกลุ่มบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกลุ่ม CLMV การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของ CLMV หลังเปิดการค้าเสรี ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าสู่สังคมเมือง โดยการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ การก่อสร้างถนนใหม่และปรับปรุงถนนไฮเวย์ระหว่างหัวเมืองและระหว่างประเทศให้มีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น การก่อสร้างรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ๆ การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ อย่าง ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ รวมทั้งธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย
 
                              
 
สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดซึ่งก่อให้เกิดโอกาสสำหรับธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะเติบโตไปพร้อมกับความเจริญเหล่านี้ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจเช่า/ซื้อ/ขายอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจเกี่ยวกับโทรคมนาคม และธุรกิจบริการต่าง ๆ เช่น บริการรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์นิรภัย บริการที่ปรึกษาต่าง ๆ เป็นต้น
 
แม้จะมีโอกาสมากมายในหลายมิติจากกลุ่ม CLMV แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จคือการนำความเชี่ยวชาญที่ตัวเองมีเข้าไปคว้าโอกาสในตลาดใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงผู้ประกอบการไทยเท่านั้นที่เล็งเห็นโอกาสในตลาดใหม่นี้ ประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพสูงไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือสิงคโปร์ ต่างกำลังมองภาพเดียวกัน ดังนั้น การที่จะเข้าไปรุกตลาดดังกล่าวผู้ประกอบการไทยจึงควรนำเอาความเชี่ยวชาญที่มีไปใช้ในการแข่งขัน
 
ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญอีกประการคือ การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจจากในท้องถิ่นของประเทศกลุ่ม CLMV เพื่ออาศัยความเป็นเจ้าบ้านที่เข้าใจตลาด วัฒนธรรม สังคม กฎหมาย และข้อมูลท้องถิ่นที่ดีกว่า ในการปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยได้ โดยการที่ผู้ประกอบการไทยเร่งดำเนินการหาพันธมิตรทางธุรกิจได้เร็วมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผู้ประกอบการนั้น ๆ เนื่องจากพันธมิตรที่มีศักยภาพในแต่ละประเทศมีจำนวนจำกัด
 
 
 
บทวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
สยามรัฐ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์