หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียน

7 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 13531)
 

โดย  นาวาอากาศตรีหญิง ปณิธี  เหล็กกล้า

                    
 
หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องและรักษาความมั่นคง โดยนานาชาติเริ่มออกมาแสดงความกังวลถึงการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ และอาจกล่าวได้ว่าจากสถานการณ์สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกและภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ตลอดจนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน กองทัพไทยมีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานความมั่นคงด้านต่าง ๆ ในหลากหลายมิติ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางทหารโดยตรงและทางอ้อม
 
ปัญหาการก่อการร้ายเป็นประเด็นที่ไม่อาจแยกเป็นเอกเทศจากปัญหาอื่นที่แวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในสภาวการณ์นั้น ๆ อันทำให้เกิดแนวคิดว่าการจะต่อสู้กับการก่อการร้ายให้สำเร็จจะต้องต่อสู้รากเหง้า (root causes) ของปัญหาให้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่สมมติฐานประการหนึ่งว่า หากสามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแล้ว โอกาสของการเกิดการก่อการร้ายน่าจะลดลงด้วย
 
การก่อการร้ายร่วมสมัยมีความแตกต่างจากความรุนแรงในอดีต อาจกล่าวได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นอภิมหารุนแรง (super violence) และจะมีลักษณะเป็นความรุนแรงอย่างไม่จำกัด คือ เกิดขึ้นได้กับทุกสถานที่และทุกเวลา นอกจากนี้ อาจเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยมิได้มุ่งให้เกิดผลในการเรียกร้องความสนใจ คือมิได้เป็น expressive violence ที่ต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมในวงกว้างต้องสนใจกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของตน หรือการใช้ความรุนแรงอันก่อให้เกิดผลกระทบในทางยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลเป้าหมาย หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ทั้งนี้ อาจกล่าวโดยนัยว่า การก่อการร้ายร่วมสมัยมีตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ต่อสู้ใหม่ของรัฐ หรือมีขีดความสามารถในการท้าทายรัฐด้วยการใช้สงครามเป็นเครื่องมือ [สุรชาติ บำรุงสุข, การก่อการร้ายร่วมสมัย, ใน จุลสารความมั่นคงศึกษาฉบับที่ 57, โครงการความมั่นคงศึกษา สกว., 2552,หน้า 2]
 
การที่กลุ่มก่อการร้ายมีแนวโน้มขยายเครือข่ายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิง ซ่องสุม และ/หรือแหล่งจัดหา/เส้นทางขนส่งอาวุธ แม้ว่าไทยจะมิใช่เป้าหมายโดยตรงของการก่อการร้ายและไม่ได้มีอยู่ในฐานะคู่กรณีกับกลุ่มก่อการร้าย แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะศูนย์กลางด้านการบิน และมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้สามารถเดินทางผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก ประกอบกับไทยมีที่ตั้งของเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศยุโรปตะวันตก เช่น สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล สายการบิน บริษัท ห้างร้าน ตลอดจนนักท่องเที่ยวของประเทศดังกล่าว
 
ดังนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบงานต่อต้านการก่อการร้ายสากลต้องมีความพร้อมตั้งแต่ยามปกติ รวมทั้งจัดทำแผนและมีการซักซ้อมอยู่เสมอ นอกจากกิจกรรมที่เตรียมพร้อมของในหน่วยงานภายในประเทศแล้ว กระทรวงกลาโหมยังมีความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายสากลภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ADMM-Plus)
 
ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันรัฐบาลได้เห็นชอบในการจัดตั้ง "แผนต่อต้านการก่อการร้ายสากล" เพื่อให้มีหน่วยงานที่พร้อมที่จะปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน และสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมได้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน เห็นได้จากมติเห็นชอบในการลงนามการให้สัตยาบันในอนุสัญญา BIMSTEC ว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายสากล องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบค้ายาเสพติดของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2557
 
ในส่วนของกองทัพไทย ปัจจุบันกองทัพไทยมี "ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล" หรือ ศตก. สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) เป็นหน่วยงานระดับนโยบายรับผิดชอบภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายโดยตรง มี 4 หน่วยงานร่วมปฏิบัติ คือ
(1) กองทัพบก (ทบ.) กองพันปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยเฉพาะกิจ 90 เดิม (ฉก.90)
(2) กองทัพเรือ (ทร.) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล)
(3) กองทัพอากาศ (ทอ.) กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน และ
(4) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน่วยอรินราช 26 (ดูแลพื้นที่ กทม.) หน่วยนเรศวร 261 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและชุดคอมมานโดกองปราบปราม
 
ความท้าทายของการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้แทนประเทศสมาชิกมีความเห็นว่า ความท้าทายที่จะกล่าวถึงนั้นมิใช่เป็นแค่ภัยคุกคามในภูมิภาคเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายที่หมายรวมถึงในทุก ๆ ที่ที่มีการก่อการร้าย โดยมีความท้าทายในเรื่องการก่อการร้ายทางไซเบอร์ Cyber Terrorism ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Social Media เครือข่ายสังคม (Social Network) อินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถก่อให้เกิดผู้ก่อการร้ายซึ่งมีพฤติกรรมรุนแรงด้วยตัวเอง (Self-Radicalized Terrorist) ความท้าทายในเรื่องของรูปแบบการก่อการร้ายที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ตลอดจนความท้าทายในการก่อการร้ายด้วยสารเคมี สารชีวะ สารรังสี และนิวเคลียร์
 
การทำให้กลุ่มหัวรุนแรงกลับใจและเข้ารับการฟื้นฟูเยียวยาเพื่อกลับเข้าสู่สังคม จึงเป็นประเด็นความท้าทายและการดำเนินการที่สัมฤทธิ์ผลที่สุดในการแก้ปัญหา ประเทศสมาชิกมีความเห็นว่าการใช้กำลัง ไม่อาจแก้ปัญหาได้ หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวก็ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ ความท้าทายของเรื่องนี้อยู่ที่การเข้าถึงจิตใจและสำนึกของบุคคลหรือกลุ่มแนวคิดหัวรุนแรง อีกทั้งการป้องกันไม่ให้กลับไปมีแนวคิดแบบเดิมอีก โดยรัฐจะต้องมีการจูงใจและการเยียวยาให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ เช่น ทางด้านการสวัสดิการ การศึกษา การให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนมาตรการในการติดตามผลหลังจากการกลับคืนสู่สังคม 
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์