หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ระนอง : ประตูเชื่อม AEC และ BIMSTEC

5 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2519)

ระนองเชื่อมโยงได้ทั้งอาเซียนและอาเซียนบวกหก ที่เชื่อมโยงกับอาเซียนคือเชื่อมกับเมียนมา และที่เชื่อมโยงกับอาเซียนบวกหกคือประเทศอินเดีย โดยเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดของประเทศไทย ปี 2557 มีประชากร 177,089 คน เนื้อที่ของจังหวัด 3,298 ตารางกิโลเมตร อยู่อันดับที่ 59 ของประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจ 20,996 ล้านบาท อยู่อันดับที่ 73 ของประเทศ ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดที่ 24% ประมง 21% ตามด้วยค้าส่งค้าปลีก 10% ยางพาราและปาล์มเป็นพืชเกษตรกรรมที่สำคัญของจังหวัดระนอง ปี 2557 ระนองผลิตยางพารามีพื้นที่ปลูก 3 แสนไร่ ได้ผลผลิต 46,000 ตัน และปาล์มน้ำมันมีพื้นที่ปลูก 9 หมื่นไร่ ได้ผลผลิต 180,000 ตัน
 
โจทย์ของระนองคือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจระนองนับจากนี้ไปต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เชื่อมอาเซียนและเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือ "Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation หรือ BIMSTEC" ที่ประกอบด้วยบังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย เมียนมา เนปาล ภูฏานและไทย หรือตั้งเป้าของระนองว่า "ประตูเชื่อม AEC และ BIMSTEC" การจะถึงฝันได้นั้นระนองต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเน้นอุตสาหกรรมยางพารา ปาล์มและอุตสาหกรรมประมง นอกจากต้องเป็นตลาดชายแดนระหว่างระนองกับภาคใต้ของเมียนมาคือเขตตะนาวศรี (Tanintharyi) และศูนย์กระจายสินค้าสู่อินเดียและย่างกุ้ง
 
หากพิจารณาข้อมูลการค้าพบว่า ระหว่างปี 2552 ถึง 2557 ไทยขาดดุลการค้ากับเมียนมาลดลงทุกปี ๆ โดยในปี 2557 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับเมียนมาอยู่ที่ 263,000 ล้านบาท (ไทยส่งออก 136,000 ล้านบาท และนำเข้า 127,276 ล้านบาท) โดยเป็นมูลค่าการค้าชายแดนอยู่ที่ 214,356 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของการค้าทั้งหมด แบ่งเป็นไทยส่งออก 94,006 และไทยนำเข้า 120,380 ล้านบาท ด่านระนองมีมูลค่าการค้าเป็นอันดับที่สามของด่านชายแดนไทยเมียนมา ระนองส่งออก 18,495 ล้านบาท และนำเข้า 1,503 ล้านบาท มีการคาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนจะเพิ่มขึ้น 30 ถึง 40% เพราะเศรษฐกิจของเมียนมาดีวันดีคืน สินค้าที่ไทยส่งไปยังเกาะสอง ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงสัดส่วน 26% ปูนซิเมนต์และเครื่องดื่มอย่างละ 5% ส่วนสินค้านำเข้าจากเมียนมา ได้แก่ ปลาป่น และสัตว์น้ำ
 
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของระนองเพื่อการเป็นประตูสู่อาเซียนและบิมสเทคนั้น ถือได้ว่ามีความพร้อมระดับหนึ่ง ปัจจุบันมีการก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกสัก 2 หรือ 3 ปี เมื่อเสร็จแล้วจะส่งผลต่อการขนส่งสินค้าระหว่างระนองกับกรุงเทพฯ และภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ รวมทั้งการขนถ่ายสินค้าไปสู่ภาคใต้ ตอนกลางและล่างอีกด้วย (จากเดิมที่ถนนระหว่างชุมพรเข้าสู่ระนองนั้นจะเป็นทางคดเคี้ยวมากทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางและขนส่งสินค้านาน) และขณะนี้มีสายการบินระหว่างดอนเมืองกับระนองทุกวันทำให้มีความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวและติดต่อทำธุรกิจ แต่สิ่งที่ระนองยังขาดและจำเป็นก็คือเส้นทางรถไฟที่เชื่อมสถานีของจังหวัดชุมพรกับระนองที่มีระยะทาง 110 กิโลเมตร
 
สำหรับความพร้อมด้านท่าเรือระนองนั้นอยู่ในระดับสากลมาก เพราะเป็นท่าเรือน้ำลึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางทะเลฝั่งอันดามันของไทย สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเป็นฐานการขนส่งหลักและกระจายตู้สินค้าทางทะเลฝั่งอันดามันผ่านท่าเรือระนองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไปที่นครย่างกุ้ง เอเชียใต้ แอฟริกาและยุโรป รวมทั้งเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในกลุ่ม BIMSTEC ปัจจุบันเส้นทางการขนส่งสินค้าไทยไปยังอินเดียสู่ท่าเรือมุมไบเริ่มจากแหลมฉบังไปยังท่าเรือสิงคโปร์ ท่าเรือ Klang Port ของมาเลเซียเข้าอินเดียใช้เวลา 12 วัน ในขณะไปท่าเรือเชนไนใช้เวลา 11 วัน และไปท่าเรือย่างกุ้งใช้เวลา 9 วัน
 
แต่หากปัจจัยหลาย ๆ อย่างสนับสนุนและเสริมให้ท่าเรือระนองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพจะทำให้ระยะเวลาการขนส่งไปยังตลาดอินเดีย เมียนมา ตะวันออกกลางรวมทั้งยุโรปลดลงไป 3 ถึง 5 วัน อย่างไรก็ตาม ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาเคยมีเรือของประเทศอินเดียชื่อว่า "GATI Coast to Coast" ทำการขนส่งสินค้าระหว่างอินเดียกับระนองแต่ก็หยุดไป เหตุผลตรงนั้นเป็นเพราะไม่มีสินค้าส่งมาระนอง และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีบริษัทโลจิสติกส์ที่ทำการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือย่างกุ้งก็มีข่าวว่าจะหยุดการให้บริการ ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นอย่างไร
 
แต่ทั้งสองกรณีน่าจะเป็นข้อคิดที่สำคัญให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ต้องการผลักดันให้ระนองไปถึงฝันเป็นประตูสู่อาเซียนและบิมสเทค ถ้าให้ไล่เรียงปัจจัยใดที่เร่งด่วนต้องทำเป็นอันดับแรก ณ ขณะนี้คือการมีเส้นทางรถไฟพร้อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งแนวคิดการมีเขตเศรษฐกิจอาจจะเป็นได้หลายรูปแบบ อาจจะเป็นเขตอุตสาหกรรม หรือ เขตส่งออก (Export Processing Zone) อย่างใดอย่างหนึ่งตามความพร้อมของพื้นที่ คิดว่าระนอง "Location" ถือว่าเหมาะสมเชื่อมโลกได้เลยทั้งอินเดีย เมียนมา ตะวันออกกลาง และยุโรป เพราะมีท่าเรืออยู่แล้ว
 
สำหรับแม่สอดก็มีศักยภาพแต่สามารถเชื่อมกับเมียนมาอย่างเดียว ในขณะที่กาญจนบุรีหากจะเชื่อมสากลได้สำเร็จนั้นต้องไปขึ้นกับ "ท่าเรือทวาย" จึงอยากเห็นทุกภาคส่วนของระนองหาจุดอ่อนและจุดแข็งในมิติต่าง ๆ เมื่อพบแล้วนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบหรือส่งเสียงให้สังคมไทยรับทราบด้วยน่าจะเป็นผลดีต่อระนองในอนาคต
 
ท่าเรือขนส่งคนจากระนองไปยังเกาะสอง (Kaw Thaung) ระยะทาง 5 กิโลเมตร และเกาะสน 7 กิโลเมตร เรือเร็วระหว่างเกาะสน (Thantay Kyun) กับเกาะสอง ใช้เวลาในการเดินทาง 9 นาที จริง ๆ แล้วเกาะสองไม่ใช่เกาะแต่เป็นแหลมที่ยื่นออกมา แต่เกาะสนนั้นเป็นเกาะจริงเพราะถูกล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีคราม เกาะสองมีประชากร 3 แสนคน (ทั้งตะนาวศรีมีทั้งหมด 10 ล้านคน) ระยะทางจากเกาะสองไปยังมะริด 200 กิโลเมตร และจากมะริดไปทวาย 200 กิโลเมตรเช่นกัน
 
เศรษฐกิจของเกาะสองขึ้นกับภาคเกษตรกรรมที่สำคัญคือ ปาล์มน้ำมันที่มากกว่ายางพารา นอกนั้นประชาชนชาวเกาะสองก็ทำมาค้าขายและทำธุรกิจท่องเที่ยว ในอนาคตจะมีการตั้งบ่อนกาสิโนอีกด้วย ส่วนเกาะสนนั้นทั้งเกาะมีรีสอร์ทตั้งอยู่ชื่อว่า "Grand Andaman" ซึ่งมีความสวยงามมาก ในรีสอร์ทมีทั้งห้องพัก บ่อนกาสิโน ร้านสินค้าปลอดภาษี ร้านอาหาร ร้านสปา และห้องฟิตเนต โรงแรมแห่งนี้มีความเป็นไทยมาก พนักงานพูดภาษาไทยแม้ว่าจะเป็นคนเมียนมาก็ตาม และทุกอย่างเป็นไทยหมดทั้งภาษาพูด ป้ายต่าง ๆ ก็สื่อสารด้วยภาษาไทยและอาหารก็เป็นอาหารไทย นักท่องเที่ยว 70% ยังเป็นนักท่องเที่ยวไทย นอกนั้นเป็นนักท่องเที่ยวจีนตามด้วยนักท่องเที่ยวจากยุโรป
 
หากระนองสามารถพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม คิดว่าเศรษฐกิจระนองจะเกิดจากการท่องเที่ยวที่เชื่อมกับเมียนมาและฐานการผลิตที่เชื่อมกับโลกได้
 
 
 
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์