หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> เมียนมา (Myanmar)
การพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษ

3 สิงหาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2780)

การพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDG)
การพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยให้บรรลุผลของเป้าหมายแห่งการพัฒนาใน พ.ศ. 2558 ประกอบด้วย 8 ประการดังนี้
 
1. ขจัดความหิวโหยและความยากจน
ความยากจนและความมั่นคงด้านอาหารยังคงเป็นความท้าทายที่ สำคัญของเมียนมา ซึ่งประชากร 1 ใน 4 มีชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และ 2 ใน 5 เป็นเรื่องของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ขาดแคลนอาหาร ยุทธศาสตร์แห่งชาติของเมียนมาในการพัฒนาชนบทและการบรรเทาความยากจน มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราความยากจนลงครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 32 ในปี พ.ศ. 2548 เป็นร้อยละ 16 ในปี พ.ศ. 2558 จากผลการวิจัยแบบบูรณาการจากสภาพความเป็นอยู่ครัวเรือน การประเมินผล (IHLCAs) เปิดเผยในการลดอุบัติการณ์ของความยากจนจากร้อยละ 32 ในปี พ.ศ. 2548 เป็นร้อยละ 26 ในปี พ.ศ. 2553 อุบัติการณ์ของความยากจนลดลงได้เร็วขึ้นในเขตเมืองมากกว่าในชนบท ดังนั้น ความยากจนในชนบทยังคงสูงมากและสูงกว่าความยากจนในเมือง
 
จากข้อมูลพบว่า ชนบทยากจนเป็นร้อยละ 84 ของทั้งหมด ข้อมูลความยากจนเผยให้เห็นว่าค่าสูงสุดของความยากจนพบในรัฐชิน ร้อยละ 73 ตามด้วยรัฐยะไข่ ร้อยละ 44 เขตตะนาวศรี ร้อยละ 33 รัฐฉาน ร้อยละ 33 และเขตอิระวดี ร้อยละ 32 ในเมียนมาอัตราส่วนการจ้างงาน/ประชากร (นั่นคือ "สัดส่วนของประชากรวัยทำงานของประเทศที่เป็นลูกจ้าง”) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.3 เป็นร้อยละ 57.1 ระหว่างปี พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2553 ซึ่งพบในเขตชนบทสูงกว่าพื้นที่ ในเมืองและขณะที่ในเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในเขตชนบทพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
 
ในปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 43.7 ของเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีเป็นเด็กที่ขาดสารอาหารระดับปานกลาง 34.3 และระดับขาดสารอาหารอย่างรุนแรง (มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์) ร้อยละ 9.4 ระดับการขาดอาหารพบมากใน รัฐยะไข่ ร้อยละ 52.8 ในเขตมาเกว ร้อยละ 37 เขต
อิระวดี ร้อยละ 34 และรัฐชิน ร้อยละ 33.4
 
ในปี พ.ศ. 2548 มีเด็กขาดสารอาหารระดับปานกลางและระดับขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ร้อยละ 41.1 ซึ่งพบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2548-2553 มีสถิติการขาดสารอาหารระดับปานลดลงจากร้อยละ 34.3 เป็นร้อยละ 32 และระดับการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงลดลงจาก ร้อยละ 9.4 เป็นร้อยละ 9.1 และการพบการขาดสารอาหารนี้ในหมู่คนจนที่อยู่ในชนบทมากกว่าในเขตเมือง
2. บรรลุการศึกษาระดับประถมศึกษาสากล
การศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดระบบการศึกษาในเมียนมานั้น ได้กำหนดช่วงระดับชั้นเรียน โดยแบ่งเป็นระดับ ประถมศึกษา 5 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 4 ปี มัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ปี ซึ่งเด็กในระดับประถมศึกษาอยู่ในช่วงอายุ 5 – 9 ปี และพบว่าอัตราการรู้หนังสือของเยาวชนที่มีอายุ 15 – 24 ปีอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 96 แต่เมื่อ เปรียบเทียบในระดับสากลในด้านการจัดการศึกษาและโอกาสเข้ารับการศึกษาพบว่า เด็กเมียนมาร้อยละ 88 ที่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาและมีเพียงร้อยละ 75 ที่เรียนจนจบชั้นประถมศึกษา
(5 ปี) ส่วนเด็กอีก ร้อยละ 12 ไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษา เนื่องจากพื้นที่ในส่วนภูมิภาคที่กว้างมากและไม่เอื้ออำนวยในการลงทะเบียน จึงทำให้อัตราการลงทะเบียนหรือการเข้าเรียนของเด็กในส่วนนี้พัฒนาช้ามาก จึงเป็นเป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้เด็กเข้าเรียนในอัตราร้อยละร้อย อีกทั้งยังมีประเด็นที่ต้องแก้ปัญหาของนักเรียนที่อายุเกินออกจากโรงเรียน
 
เนื่องจากการเพิ่มนักเรียนให้เข้าสู่ระบบที่คืบหน้าอย่างช้าๆ จึงทำให้มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษ (MDG) ในปี พ.ศ. 2558
3. ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ
ช่วยให้สตรีสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีการปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพ และมีการยกสถานะสตรีเมียนมาให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา เมียนมาได้พบเป้าหมายสหัสวรรษแห่งการพัฒนาเมียนมา (MDG) ในปี พ.ศ. 2558 ในการขจัดความเหลื่อมล้ำทางเพศตั้งแต่ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ อุดมศึกษา แต่ส่วนแบ่งของสตรีในการจ้างงานในภาคและนอกภาคเกษตรยังไม่ประสบความสำเร็จในความเท่าเทียมกัน ค่าจ้างยังแตกต่างกัน และแม้ว่าสัดส่วนนี้ได้มีการปรับให้ดีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่ยังคงไม่บรรลุผลและยังคงความท้าทายรัฐบาลเมียนมาในการรองรับ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษของปี พ.ศ. 2558 ที่ต้องการจัดสัดส่วนของที่นั่งในรัฐสภาให้สตรีมากขึ้น โดยสัดส่วนปัจจุบันต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
 
เมียนมาได้บรรลุความเท่าเทียมกันทางการศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา อัตราส่วนของเด็กชายและเด็กหญิงที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา วัดจากอัตราส่วนการเข้าเรียนสุทธิได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 98 ในปี พ.ศ. 2543 ร้อยละ 104 ในปี พ.ศ. 2553 อัตราส่วนของเด็กชายและเด็กหญิง ที่จะเข้าเรียนในการศึกษาระดับมัธยมได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 99 ในปี พ.ศ. 2543 ร้อยละ 105 ในปี พ.ศ. 2553 อัตราการมีส่วนร่วมโดยรวมในการศึกษาระดับมัธยมยังต่ำและไม่เท่ากัน อัตราการลงทะเบียนขั้นต้น ของการศึกษาระดับมัธยมก็จะประมาณร้อยละ 53 ในปี พ.ศ. 2551 ช่องว่างที่ยังคงกว้างอยู่ระหว่างชายและหญิงในอันดับที่สูงขึ้นของการจ้างงาน การจ่ายเงินให้แก่สตรีโดยรวมอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าและการจ้างงานที่ต่ำกว่าฝีมือ ในขณะที่หญิงประมาณครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งมวลยังไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในทางปฏิบัติสำหรับงานประเภท เดียวกัน และอาจจะไม่ได้รับการพิจารณาในการยกระดับการทำงานสำหรับงานที่สูงกว่า
 
 
4. ลดการตายของเด็ก
อัตราการรอดชีวิตของเด็กในเมียนมาดีขึ้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประมาณการที่เชื่อถือได้สำหรับในปี พ.ศ. 2554 พบอัตราการตายที่ 62:1,000 การเกิด และอัตราการตายของทารกที่ 48:1,000 ของการเกิดมีชีพ อย่างไรก็ตามแม้จะมีความพยายามอย่างหนักจากรัฐบาลที่ผ่านมาสองปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคืบหน้านี้ไม่เพียงพอที่จะบรรลุการพัฒนาเมียนมาแห่งสหัสวรรษ (MDG) ในปี พ.ศ. 2558 หน่วยงานจากสหประชาชาติประมาณการระหว่างปี พ.ศ. 2554 ก็เป็นที่ชัดเจนว่าอัตราการตายของทารกลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการลดลงในอัตราการตายของเด็กแรกเกิด แม้จะมีการลดลงอย่างต่อเนื่องถึงเป้าหมาย MDG แต่ยังคงมีความท้าทายในการส่งมอบบริการที่อ่อนแอ โดยเฉพาะสตรีและเด็กในพื้นที่ชนบทห่างไกลชายแดน และผู้ที่มาจากครอบครัวยากจน มีผลต่อสุขภาพและความอยู่รอดที่เลวร้าย และลดอัตราการตายของทารกแรกเกิดมีแนวโน้มที่จะเป็นจริงโดยมีการฉีดวัคซีน
 
5. ปรับปรุงสุขภาพของมารดา
อัตราการคุมกำเนิดในหมู่สตรีที่สมรสแล้วยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าอัตราส่วนการตายของมารดาลดลงอย่างต่อเนื่อง และสัดส่วนการเกิดร่วมกับบุคลากรสาธารณสุขที่มีทักษะได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีเป้าหมายของชาติในการลดการตายของมารดา 130:100,000 ในปี พ.ศ. 2558 สามในสี่ของการเสียชีวิตของมารดาทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาการส่งมอบและหลังคลอดทันที นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการตายของมารดาโดยตรง อาทิ ปัจจัยในครัวเรือน ชุมชน รวมทั้งปัจจัยทางสังคมโครงสร้างพื้นฐานที่อ่อนแอ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทั้งนี้ ยังคงเป็นความท้าทายอีกครั้ง ถึงแม้ว่าสัดส่วนของการเกิดร่วมกับบุคลากรสาธารณสุขที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นกว่าสามในสี่ (ร้อยละ 76) แต่การคุมกำเนิดที่ทันสมัยไม่ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างถาวรระหว่างเมือง ภูมิภาค และชนบท
6. การต่อสู้เอชไอวี หรือเอดส์ มาลาเรีย และโรคอื่น ๆ
เมียนมามีเสถียรภาพการแพร่ระบาดของเอชไอวีในหมู่ประชากร ทั่วไป (15-49 ปี) ต่ำกว่าร้อยละ 1 ความท้าทายที่สำคัญคือการเพิ่มระดับ การรักษาเอชไอวี ซึ่งขณะนี้ครอบคลุมเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่อยู่ ในความต้องการ ในทำนองเดียวกันเมียนมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการลดลงของการเจ็บป่วยและการตายของโรคมาลาเรีย ร้อยละ 50 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 อัตราอุบัติการณ์วัณโรคลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 และเป้าหมายของการลดลงครึ่งหนึ่งของการตายจากวัณโรค เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2553 และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2558 การแพร่ระบาดของเอชไอวีหรือเอดส์ถือว่ามีเสถียรภาพใน ระดับประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 การรักษาความสำเร็จที่ดีอันเป็นผลมาจากโปรโมชั่นของการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่กำหนด อาทิ การใช้ถุงยางอนามัยในหมู่คนงาน
7. ตรวจสอบความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
เมียนมามุ่งเน้นที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ และปูทางไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดภาวะเรือนกระจก สาเหตุที่สำคัญมาจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเพาะปลูก ประมาณร้อยละ 6.67 ของพื้นที่ทั้งหมด มีการคุกคามสัตว์ พันธุ์พืช และ มีความเสี่ยงในการเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น แม้ว่ารัฐบาลได้ประกาศใช้กฎระเบียบ และกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์