หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
One Belt and One Road : โอกาสและอุปสรรคสำหรับอาเซียน

29 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 3413)

"One Belt and One Road" (OBOR) เป็นความริเริ่มของรัฐบาลจีนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีต ซึ่งเชื่อมโยงทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เส้นทางสายไหมประกอบด้วย 2 เส้นทาง คือ เส้นทางทะเล (the Maritime silk road) และเส้นทางบก (the Silk Road Economic Belt) รัฐบาลปักกิ่งได้ขับเคลื่อนความริเริ่มนี้ผ่าน 3 แผนงาน คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การจัดสรรแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
 
ความริเริ่ม OBOR เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคใต้และภาคตะวันตกของจีนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการเข้าถึงทรัพยากรผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ อาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสำหรับจีน ทั้งในแง่การเป็นแหล่งพลังงานและทรัพยากร ตลาด ฐานการผลิต และเส้นทางออกสู่ทะเล จึงไม่น่าแปลกใจที่จีนพยายามเชื้อเชิญอาเซียนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OBOR โดยริเริ่มความช่วยเหลือและความร่วมมือด้านต่าง ๆ กับอาเซียน
 
โอกาสสำหรับอาเซียน
ในการประชุมผู้นำจีน-อาเซียนเมื่อปี 2556 ที่ประเทศบรูไน นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ได้กล่าวถึงโครงการนี้เป็นครั้งแรก และกำหนดเป้าหมายในการขยายการค้าระหว่างกันเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2563 จากเดิม 4.436 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2556 และจะเพิ่มการลงทุนในอาเซียนจาก 5.74 พันล้านดอลลาร์ เป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวจีนได้เสนอให้ยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เพื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น รัฐบาลจีนยังส่งเสริมให้วิสาหกิจของจีนออกไปลงทุนต่างประเทศ และได้จัดตั้งเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าในต่างประเทศเพื่อรองรับการลงทุนจากจีน
 
อีกวัตถุประสงค์หนึ่งของความริเริ่ม OBOR คือการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยกระชับความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างกัน อาทิ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและแลกเปลี่ยนนักศึกษา ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และการร่วมทำวิจัยและจัดประชุมวิชาการ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน จะสร้างโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาและการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งทำให้การท่องเที่ยวระหว่างกันขยายตัวมากขึ้น ความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม จะทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น การจัดประชุมสัมมนา การศึกษา และอบรมในต่างประเทศ การเดินทางไปศึกษาดูงาน เป็นต้น
 
ความริเริ่ม OBOR ยังเป็นตัวเร่งให้เป้าหมายการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สำเร็จ เพราะแผนของ OBOR สอดคล้องกับแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียน (Master Plan of ASEAN Connectivity) และแหล่งเงินทุนที่จีนจัดตั้งขึ้นจะทำให้อาเซียนมีทางเลือกมากขึ้นในการจัดหาเงินทุน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมทางทะเลจะเป็นโอกาสสำหรับอาเซียนในการแก้ปัญหาการเดินเรือในภูมิภาคอาเซียน เพราะปัจจุบันเส้นทางการขนส่งทางทะเลในอาเซียนมีปัญหาหลายด้าน เช่น ภัยโจรสลัด ความคับคั่งของการเดินเรือในช่องแคบมะละกา การขาดประสิทธิภาพในการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเดินเรือ
 
การแก้ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจีนได้เข้าไปพัฒนาท่าเรือในหลายประเทศในอาเซียนและเอเชียใต้ และจัดตั้งกองทุนความร่วมมือทางทะเลระหว่างจีนและอาเซียน (China-ASEAN Maritime Cooperation Fund) เพื่อร่วมมือด้านการวิจัยทางทะเลและปกป้องสิ่งแวดล้อม การเดินเรือเพื่อความปลอดภัย การเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ การค้นหาและการให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนการต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติ
 
อุปสรรคสำหรับอาเซียน
แม้ความริเริ่ม OBOR ตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและประเทศอื่น ๆ แต่การผลักดันความร่วมมือเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอุปสรรคเสียทีเดียว เพราะในอีกแง่หนึ่งยุทธศาสตร์นี้ของจีนอาจถูกมองว่าเป็นความพยายามแผ่ขยายอิทธิพลของจีน ทำให้หลายประเทศเกิดความวิตกกังวลและระมัดระวังในการร่วมมือกับจีน
 
การร่วมมือกับจีนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการลงทุนและการครอบงำโดยจีน เนื่องจากโครงการที่ริเริ่มและได้รับการสนับสนุนจากจีนอาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนเจ้าของประเทศมากเท่ากับจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้กู้หรืออาจต้องแลกกับผลประโยชน์อื่นที่นำมาซึ่งการครอบงำหรือผูกขาดโดยวิสาหกิจของจีน การแข่งขันของมหาอำนาจเก่าและใหม่ที่ต้องการเข้ามามีอิทธิพลในอาเซียนจะทำให้ประเทศในอาเซียนเกิดความพะว้าพะวังที่จะร่วมมือกับจีน เพราะหมายความว่าอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจเดิมมากขึ้น สังเกตได้ชัดจากแรงกดดันจากชาติตะวันตกเมื่อไทยมีท่าทีใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น
 
อุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนโดยเฉพาะปัญหาในทะเลจีนใต้ อาจเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างจีนกับบางประเทศในอาเซียน และอาจทำให้ประเทศที่ขัดแย้งกับจีนหันไปพึ่งพาประเทศมหาอำนาจอื่นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับจีน ความริเริ่ม OBOR นำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน แต่ความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางสายไหมเป็นความร่วมมือบนความแตกต่างของอำนาจต่อรอง ซึ่งอาจทำให้โครงการความร่วมมือต่าง ๆ ไม่ก่อประโยชน์อย่างแท้จริงกับประเทศที่ร่วมมือกับจีน
 
แน่นอนว่าความริเริ่มของรัฐบาลจีนเป็นโอกาสที่อาเซียนและประเทศไทยต้องฉวยเอาไว้ แต่เราต้องพยายามสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งโดยการร่วมมือกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเจรจากับจีนเกี่ยวกับแผนงานและโครงการภายใต้ OBOR และโดยการเปิดให้มีทางเลือกของความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจอื่นเข้ามาแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับความริเริ่มของจีน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เป็นต้น ประการสำคัญเราต้องไม่ละเลยการศึกษาและพิจารณาโครงการต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
 
 
 
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์