หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> อินโดนีเซีย (Indonesia)
ประวัติและข้อมูลรัฐบาลอินโดนีเซียโดยย่อ

29 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 8703)

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซูการ์โนวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของอินโดนีเซียได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศปี 2488 ประธานาธิบดีซูการ์โนใช้หลักปัญจศีลในการปกครองประเทศ ซึ่งได้แก่
 
1) นับถือพระเจ้าองค์เดียว
2) เป็นมนุษย์ที่เจริญและคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม
3) ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย
4) ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน
5) ให้ความยุติธรรมแก่สังคมชาวอินโดนีเซียทั้งมวล โดยการบริหารประเทศเป็นการบริหารที่ใช้รูปแบบการบริหารการจัดการและการกำกับดูแลภาครัฐ
 
 
แต่การเมืองสำหรับประเทศเกิดใหม่ภายใต้โลกที่แบ่งเป็นสองขั้ว (Bipolar) โดยแบ่งเป็นโลกค่ายเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ต้องเลือกฝ่าย แต่ประธานาธิบดีซูการ์โนเป็นหัวขบวนที่สาม คือ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในที่สุดเมื่อมีปัญหาภายในประเทศจึงยุบสภาในปี พ.ศ. 2502 และได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาประชาชนขึ้นแทน และนำการปกครองแบบ "ประชาธิปไตยแบบชี้นำ” มาใช้
 
ในด้านต่างประเทศยังต้องเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์และมาเลเซีย ประกอบกับมีปัญหาภายในประเทศทวีความรุนแรงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2508 มีการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิตส์อินโดนีเซียกว่าแสนคน ในเดือนมีนาคม 2509 พลตรีซูฮาร์โตได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและรักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี
 
ในเดือนมีนาคม 2510 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียต่อมาถึง 7 สมัย ปกครองประเทศโดยใช้ "กลุ่มอาชีพ” หรือโกลคาร์ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพรรคโกลคาร์ เป็นฐานเสียงสนับสนุนอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกำหนดให้ทหารมี "ทวิภารกิจ” คือ มีบทบาททางการเมืองและสังคม นอกเหนือจากบทบาทด้านความมั่นคงประธานาธิบดีซูฮาร์โตประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้เจริญก้าวหน้า แต่ปัญหาการคอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่กับครอบครัวประธานาธิบดีซูฮาร์โตและพวกพ้อง
เมื่อเกิดวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลอินโดนีเซียต้องลงนามความตกลงกู้เงินจาก IMF และมีภาระผูกพันในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองทำ ให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น และในปี 2541 ได้เกิดเหตุการณ์ยิงนักศึกษามหาวิทยาลัยตรีสักตีเสียชีวิต จึงได้ลุกลามเป็นจลาจล และมีการเผาทำลายทรัพย์สินหลายฝ่าย รวมทั้งทหารได้สร้างแรงกดดันจนประธานาธิบดีซูฮาร์โตประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 และมอบตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ นายบาคารุดดิน ยูซุฟ ฮาบิบี รองประธานาธิบดี ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ
ประธานาธิบดีฮาบิบีได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2542 และนายอับดุลเราะห์มาน วาฮิด หรือกุสดุร ผู้นำองค์การมุสลิม Nahdlatul Ulama (NU) และผู้ก่อตั้งพรรค PKB ได้รับเลือกโดยสภาที่ปรึกษาประชาชน (MPR) ชุดใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และนางเมฆาวดี ซูการ์โนบุตรี ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
 
ประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด ไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ และยังมีชื่อเกี่ยวพันกับคดีอื้อฉาวเกี่ยวข้องกับการรับเงินจากสุลต่านบรูไน และการยักยอกเงินจากองค์การสำรองอาหารแห่งชาติ หรือ Bulog ประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด ถูกสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถูกสภา MPR ถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2544 และนางเมฆาวตี ซูการ์โนบุตรีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียแทนเมื่อวันที่ 23กรกฎาคม พ.ศ. 2544
 
เมื่อมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย โดยรอบที่ 1 มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ไม่มีผู้สมัครคู่ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง อินโดนีเซียจึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2547 พลโท ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน (Susilo Bambang Yudhoyono-SBY) ชนะการเลือกตั้ง และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสืบต่อจากนางเมฆาวตี ซูการ์โนบุตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547
ส่วนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศอินโดนีเซียครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 560 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป 207 คน (PDIP Coalition) ประกอบด้วย
 
Indonesian Democratic Party – Struggle (PDI-P) 109 ที่นั่ง
National Awakening Party (PKB) 47 ที่นั่ง
National Democratic Party (NasDem) 35 ที่นั่ง
People’s Conscience Party (Hanura) 16 ที่นั่ง
 
และมาจากการ Gerindra Coalition ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมในประเทศอินโดนีเซียเป็นอันดับที่สามได้ไป 73 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 353 คน ประกอบด้วย
 
Great Indonesia Movement Party (Gerindra) 73 ที่นั่ง
Party of the Functional Groups (Golkar) 91 ที่นั่ง
Democratic Party (Demokrat) 61 ที่นั่ง
National Mandate Party (PAN) 49 ที่นั่ง
Prosperous Justice Party (PKS) 40 ที่นั่ง และ
United Development Party (PPP) 39 ที่นั่ง
 
เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 คณะกรรมการการเลือกตั้งทั่วไป (KPU) แห่งประเทศอินโดนีเซียประกาศผลอย่างเป็นทางการของการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยปรากฏว่า นายโจโก วิโดโด (Joko Widodo) หรือ โจโกวี (Jokowi) ได้รับชัยชนะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีการคัดค้านหรือศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โจโกวี ก็จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคมที่จะถึง
 
นายโจโก วิโดโด (Joko Widodo) หรือ โจโกวี (Jokowi) เป็นนักการเมืองที่แสดงออกถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ด้วยทัศนคติ "Can do” ที่ทำให้ประชาชนเห็นเมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมือง Surakarta (ภาษาอินโดนีเซียเรียกว่าเมือง Solo) โดยปรับภาพลักษณ์หรือที่เรียกว่ารีแบรนด์ Solo ให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเกาะ Java เพื่อการท่องเที่ยวภายใต้คำขวัญ "The Spirit of Java” สนับสนุนให้เมือง Solo เป็นศูนย์กลางการประชุมสำคัญระดับโลก จัดทำโครงการประกันสุขภาพให้ชาว Solo ทุกคน สร้าง Solo Techno Park เพื่อสนับสนุนโครงการรถยนต์ของประเทศ พัฒนาการขนส่งสาธารณะ และเมื่อเป็นมหานครจาการ์ตาก็ตัดสินใจทำโครงการรถไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่เป็นที่เอือมระอาของประชาชน
 
นายโจโก วิโดโด (Joko Widodo) จึงเป็นทั้งความหวังและความท้าทายของประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของอาเซียนและเป็นประเทศที่มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก
 
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์