หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก : ผลกระทบบางประการต่อประเทศไทย

24 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 11619)
 
                       
 
โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
 
กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion Cooperation : GMS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษา การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยที่โครงการต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ABD) ภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรี GMS ครั้งที่ 8 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 1998 ได้จัดให้โครงการระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS Economic Corridor) เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว
 
ธนาคารพัฒนาเอเซียได้แบ่งเส้นทางคมนาคมในระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงออกเป็น 3 ส่วนสำคัญตามภูมิภาค ได้แก่
1. แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) ประกอบด้วย 3 เส้นทางย่อย คือ
1.1 แนวระเบียงย่อยด้านตะวันตก (Western Subcorridor) หรือเส้นทาง R3 จากคุนหมิง-ผ่านลาวหรือเมียนมา-เชียงราย-กรุงเทพ โดยแยกเป็น
ก) เส้นทาง R3A : อ.เชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-เชียงรุ้ง-คุนหมิง
ข) เส้นทาง R3B : อ.แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-ต้าลั๊ว รวมกับ R3A ไปคุนหมิง
 
1.2 แนวระเบียงย่อยด้านตะวันออก (Eastern Subcorridor) ได้แก่เส้นทาง หนานหนิง-ฮานอย ผ่านเส้นทาง โหย่วอี หรือ ฝ่างเฉิงก่าง-ตงชิง-มงไค
 
1.3 แนวระเบียบย่อยกลาง (Central Subcorridor) ได้แก่เส้นทาง คุนหมิง-ฮานอย-ไฮฟอง เชื่อมกับเส้นทางหลวงหมายเลข 1 จากภาคเหนือไปยังภาคใต้ของเวียดนาม
 
2. แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) หรือเส้นทาง R9 เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ จากท่าเรือเมาะละแหม่ง-ไทย-ลาว-ท่าเรือดานังในเวียดนาม
 
3. แนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) เป็นเส้นทางเชื่อมโยง ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ประกอบด้วย 3 เส้นทางย่อย (Subcorridor) และ 1 เส้นทาง Intercorridor ได้แก่
3.1 Northern Subcorridor ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-เสียมเรียบ-สตึงตร็ง- รัตนคีรี-OuYaDav-Pleiku-QuyNhon
 
3.2 Central Subcorridor ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-พนมเปญ-บาเวต- นครโฮจิมินห์-วุ่งเต่า
 
3.3 Southern Coastal Subcorridor ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพ-ตราด-เกาะกง-กามปอต-ฮาเตียน- Ca Mau-Nam Can
 
3.4 Intercorridor Link จากสีหนุวิลล์-พนมเปญ-กราตี-สตึงเตร็ง-ดังกาลอ-ปากเซ-สะหวันนะเขต เป็นเส้นทางหลักเชื่อม 3 Subcorridor เข้ากับแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก นอกจากเส้นทางถนนแล้วยังครอบคลุมถึงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมอื่นด้วย ได้แก่ ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ
 
สำหรับขั้นตอนการพัฒนาตามแนวเส้นทางคมนาคมให้เป็นแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจนั้น มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน คือ
(1) ระเบียงการขนส่ง (Transport Corridor) เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเชื่อมโยง
 
(2) ระเบียงขนส่งและการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Transport and Trade Facilitation Corridor) เป็นการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามแดน กระบวนการตรวจปล่อยสินค้าข้าพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
 
(3) ระเบียงโลจิสติกส์ (Logistics Corridor) เป็นการพัฒนาระบบบริการโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน อำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน
 
(4) ระเบียงการพัฒนาเมือง (Urban Development Corridor) เป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พัฒนาศักยภาพของเมืองตามแนวพัฒนา เพิ่มความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชน และ
 
(5) ระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) เป็นการเพิ่มทุนจากภาคเอกชน พัฒนาห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ
 
โดยทั้งนี้แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) หรือเส้นทาง R9 มีการพัฒนาไปมากที่สุด เส้นทางนี้ถือเป็นการเชื่อมโยง 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว และเวียดนาม เข้าด้วยกัน มีระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร ที่สำคัญเป็นระยะทางที่อยู่ในประเทศไทยเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดคือประมาณ 950 กิโลเมตร โดยจุดเชื่อมของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จังหวัดตาก และ จังหวัดมุกดาหาร มีจังหวัดของไทยที่ตั้งอยู่ตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก 7 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร
 
ผลกระทบจากการพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยคาดว่าจะกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่การพัฒนา ซึ่งส่งผลต่อการกระจายรายได้และลดปัญหาความยากจน มีการผ่อนคลายกฎ/ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สามารถกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีตลาดสินค้าที่ใหญ่ขึ้น มีการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และดึงดูกนักลงทุนเข้ามาลงทุนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไป แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนานี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบในเชิงลบ อาทิ การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ราคาถูก และต้นทุนด้านการตลาด จะสูงขึ้น
 
นอกจากนี้ จะมีภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินกิจการของผู้ประกอบการมีความลำบากมากขึ้น และยังมีอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หลายประการ อาทิ ผู้ประกอบการ SMEs ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความสนใจเรื่องระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ต้นทุนนการขนส่งโดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิงมีราคาสูง ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาฯ ส่งผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรเตรียมความพร้อม อีกทั้งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นในการพัฒนาฯ ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไป
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์