หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> เวียดนาม (Vietnam)
ประวัติศาสตร์เวียดนาม

16 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 17388)

เวียดนามเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งเป็นประเทศในนามของอาณาจักรวันลาง เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ในบางครั้งมีการแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรเล็กๆ และในบางครั้งกลับมารวมกันได้อีก จนกระทั่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ตั้งแต่ 111 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงปี พ.ศ. 1481 (ค.ศ. 938) จึงได้รับอิสรภาพจากจีน และมีการตั้งราชวงศ์ต่างๆ ขึ้นมาปกครองประเทศ แต่ก็ยังมีการรบพุ่งกันเองระหว่างตระกูลใหญ่ รบกับจีนเป็นครั้งคราว รวมทั้งพวกจามปาและเขมรด้วยพร้อมกัน จนกระทั่งเหงียนอั๋นห์สามารถรวบรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และตั้งราชวงศ์เหงียนขึ้นปกครองเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2345 (ค.ศ. 1802) โดยความช่วยเหลือจากไทยสมัยรัชกาลที่ 1 และฝรั่งเศสสถาปนา เหงียนอั๋นห์เป็นจักรพรรดิยาลอง
 
ปี พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) ฝรั่งเศสบุกโจมตีไซ่ง่อน จักรพรรดิตือดึ๊กเซ็นสัญญายอมแพ้และตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ช่วงปี พ.ศ. 2483 – 2497 (ค.ศ. 1940 – 1954) โฮจิมินห์นำประชาชนต่อสู้กับฝรั่งเศสและ พยายามกลับมามีอิทธิพล ทำให้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กองกำลังเวียดมินห์ได้พามวลชนลุกขึ้นสู้ในทุกหัวเมืองของเวียดนามในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) เรียกกันว่า "การปฏิวัติเดือนสิงหาคม” และได้รับชัยชนะ โฮจิมินห์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก และได้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ในปี พ.ศ. 2489 ฝรั่งเศสก็อ้างสิทธิ์กลับเข้ามาครอบครองอีกครั้ง
 
 
จนถึงปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) ฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ที่ค่ายเดียนเบียนฟู และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา สงบศึกที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผลการเจรจาสงบศึกตกลงว่าฝรั่งเศส ต้องให้เอกราชแก่เวียดนาม และประเทศเวียดนามจะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือ โดยเวียดนามเหนืออยู่ภายใต้การปกครองของโฮจิมินห์ และเวียดนามใต้อยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ เบาได๋ ซึ่งต่อมาพระองค์ทรงแต่งตั้งนักชาตินิยม คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกคือ โง ดินห์ เดียมเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ในปี พ.ศ. 2498 โง ดินห์ เดียม ได้จัดการลงประชามติเพื่อขับไล่ พระจักรพรรดิเบาได๋ ออกจากราชบัลลังก์และเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐโดยเขาเป็นประธานาธิบดี พระองค์จึงต้องสละราชบัลลังก์อีกครั้งและลี้ภัยไปที่ปารีสและพำนักอยู่ที่นั่นตลอดพระชนม์ชีพ
การปกครองของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เป็นการปกครองแบบครอบครัว โดยมี โง ดินห์ นู น้องชายเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีส่วนน้องสะใภ้ (มาดาม นู หรือ จั่น เล ซวน) เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ในเรื่องต่างๆ ช่วงนี้มีการปราบปรามประชาชน ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างทางด้านการเมืองและศาสนาอย่างหนัก ขณะเดียวกันผู้คนในชาติก็มีความแตกแยกทางความคิด และมีการดึงเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการจำกัดการกระทำพิธีทางศาสนาพุทธในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งประชาชนชาวเวียดนามใต้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จนเหตุการณ์แตกหักในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2506 หลวงพ่อ ทิด กว๋าง ดึ๊ก (Hòa thựợng Thich Quảng Đức) ได้ตัดสินใจพลีชีพเพื่อประท้วง โดยการจุดไฟเผา ตัวเอง และมรณภาพด้วยความสงบ เหตุการณ์ก็คงไม่มีอะไรมากถ้า มาดาม นู ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า "วันนี้มีคนหัวล้าน หน้าโง่จุดไฟเผาตัวเองเพื่อทำบาร์บีคิว” ซึ่งโหมความเกลียดชังและโกรธแค้นให้แก่ชาวพุทธในเวียดนาม ออก มาต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น
 
ประกอบกับการที่ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เป็นคนหัวแข็งไม่เชื่อฟังคำสั่ง และไม่ทำตามนโยบายสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตามแบบฉบับอเมริกา จึงถูกรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ในวันที่ 11 พฤษจิกายน พ.ศ. 2506 ซึ่งประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียมและ น้องชาย ได้ถูกฆ่าตายในรถถังที่ใช้ในการหลบหนี ส่วนประธานาธิบดีใหม่คือนายพล เหงียน วัน เทียว ซึ่งสร้างภาพให้คนดูว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่ภายในกลับเป็นเผด็จการที่รวบอำนาจทั้งบริหารอำนาจนิติบัญญัติไว้ในกำกับ และเล่นการเมืองแบบไม่ กลัวใคร ให้ผลประโยชน์แก่พวกพ้อง ทั้งการใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ เพื่อหาแนวร่วมแลกมากับการได้รับการสนับสนุนให้กับตัวเอง รวมทั้งใช้กุศโลบายในการสร้างความแตกแยกให้เกิดกับฝ่ายตรงข้าม และ หลังจาก ประธานาธิบดีเหงียน วัน เทียว ขึ้นปกครองประเทศ สงครามระหว่างชนชาติเดียวกันฆ่ากันเอง เริ่มรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
 
 
สหรัฐอเมริการ่วมกับอีก 7 มิตรประเทศเข้าร่วมสงครามเวียดนามเต็มรูปแบบ ทั้งให้การสนับสนุนทั้งเงินตรา อาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังทหารเป็นจำนวนมาก ในช่วงการรบพุ่งที่รุนแรงในปี พ.ศ.2510 อเมริกา ได้ส่งทหารเข้าประจำการในเวียดนามใต้มากกว่า 500,000 นาย
 
การรบต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2516 แม้ว่าทหารอเมริกันจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ก็ไม่อาจจะสู้รบกับสงครามกองโจร หรือสงครามจรยุทธของเวียดกงในสมรภูมิที่ไม่คุ้นเคยได้ ทหารอเมริกันที่ถูกส่งเข้าไป ในเวียดนามถึง 2,500,000 นาย เสียชีวิตไปกว่า 58,000 นาย บาดเจ็บนับ 200,000 นาย และเชื่อว่าฆ่าตัวตายจำนวนมาก เพราะทนสภาพความโหดร้ายไม่ไหว ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้ จึงได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพ (Paris Peace Accords) ในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ณ กรุงปารีส และการมีส่วนร่วมทางทหารของสหรัฐอเมริกา ยุติลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2516 โดยสหรัฐอเมริกาโอนภารกิจทั้งหมดให้รัฐบาลเวียดนามเป็นผู้รับผิดชอบซึ่งสงครามเวียดนามยังคงดำเนินต่อไป
 
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) เมื่อกองทัพเวียดกงบุกเข้าถึงกรุงไซ่ง่อน (เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในขณะนั้น) ไซ่ง่อนแตกการสู้รบสิ้นสุดลง เดือง วัน มินห์ ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ประกาศ ยอมแพ้ จึงเป็นการสิ้นสุดอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม โดยประเทศเวียดนามเรียกสงครามนี้ว่า "สงครามปกป้องชาติจากอเมริกัน”
วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้รวมเป็นประเทศเดียวกันในชื่อ "สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” มีการปกครองแบบสังคมนิยม โดยมี "ฮานอย” เป็นเมืองหลวง และเปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็นโฮจิมินห์ซิตี้ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์
 
หลังจากได้รับเอกราชเวียดนามได้รับความช่วยเหลือจากจีนและสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาเกิดปัญหาทำสงครามกับจีน จึงรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากสหภาพโซเวียตมาโดยตลอด แต่จากระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบเวียดนามเป็นระบบเศรษฐกิจแบบนารวมหรือเป็นของรัฐไม่สามารถกระตุ้นการเพิ่มผลผลิตได้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเวียดนามชะงักงัน ในที่สุดในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบายปฏิรูป เศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามประกาศนโยบาย "โด่ย เหมย” (Doi Moi) หรือการเปลี่ยนใหม่ที่ผ่อนผันให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่ดินได้ ทำให้ประชาชนพ้นจากสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และทำให้คุณภาพชีวิต ดีขึ้น และเมื่อเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991) เวียดนามต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมกับมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา
 
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์