หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การลดหรือขจัดปัญหาความยากจนในประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

15 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 8299)
 
โดย  สันติพจน์  กลับดี
 
                                
 
เนื่องจากประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนมีประเด็นความร่วมมือเกี่ยวกับการขจัดความยากจน (B1) ในคุณลักษณะการคุ้มครองและสวัสดิการทางสังคม (B) ไว้ชัดเจน ในคราวนี้จึงนำเรื่องความยากจนโดยอธิบายผ่านลักษณะของการกระจายรายได้ของประเทศสมาชิกอาเซียนต่าง ๆ มาฝากผู้อ่านกัน
 
                                            
 
เพื่อหลีกเลี่ยงศัพท์ทางวิชาการขอให้จินตนาการว่าสังคมในแต่ละประเทศประกอบด้วย 7 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มคนรวยสุดสุด มีอยู่ร้อยละ 10 ของประเทศ
2. กลุ่มคนรวย มีอยู่ร้อยละ 20 ของประเทศ
3. กลุ่มคนค่อนข้างรวย มีอยู่ร้อยละ 20 ของประเทศ
4. กลุ่มคนปานกลาง มีอยู่ร้อยละ 20 ของประเทศ
5. กลุ่มคนค่อนข้างจน มีอยู่ร้อยละ 20 ของประเทศ
6. กลุ่มคนจน มีอยู่ร้อยละ 20 ของประเทศ
7. กลุ่มคนจนสุดสุด มีอยู่ร้อยละ 10 ของประเทศ
 
บางท่านอาจจะมีคำถามว่า ทำไมเมื่อรวมกันทั้งประเทศแล้วได้ 120 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ คำตอบคือคนรวยสุดสุดร้อยละ 10 นั้นเอามาจากกลุ่มคนรวยอีกที (คนรวยในคนรวย) และกลุ่มคนจนสุดสุดร้อยละ 10 ก็เอามาจากกลุ่มคนจนอีกที (คนจนในคนจน) หมายความว่าจริง ๆ แล้วจะแบ่งกลุ่มคนทั้งหมดไว้ 5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% รวม 5 กลุ่มเท่ากับ 100% พอดีก็ได้ แต่ที่แยกสองกลุ่มพิเศษออกมาก็เพื่อให้เห็นภาพการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันที่ชัดเจนขึ้นไปในอีกระดับหนึ่ง
 
เกี่ยวกับเรื่องการกระจายรายได้ธนาคารโลกได้ใช้ข้อมูลการกระจายรายได้ของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2552 - 2555 นำมาสร้างเป็นตารางแสดงการกระจายรายได้ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2557 ถ้าเลือกมาเฉพาะลักษณะการกระจายรายได้ของประเทศสมาชิกอาเซียนสรุปได้ดังตาราง (ที่เรียกเป็นจนสุดสุดจนถึงรวยสุดสุดในที่นี้เพื่อต้องการให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
 
 
จากตารางเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขอให้ดูเฉพาะข้อมูลของประเทศไทยก่อน
สมมติว่าถ้าพวกเราทั้งประเทศช่วยกันทำมาหากินแล้วมีรายได้รวมกันปีละ 100 บาทพอดี เงิน 100 บาท ที่ว่าก็จะถูกแบ่งปันกันท่ามกลางชาวไทยทั้งหลายเป็นรายได้ของคนประกอบอาชีพต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งถ้าเราแบ่งคนไทยออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% จากคนทั้งประเทศแล้ว หากมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกันจริง ๆ คนทุกกลุ่มก็จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ไปกลุ่มละ 20 บาทพอดี (20 บาทก็คือ 20% ของรายได้ทั้งประเทศคือ 100 บาท)
 
แต่เมื่อดูตัวเลขการกระจายรายได้ในตารางซึ่งเก็บข้อมูลมาจากความเป็นจริงแล้วจะเห็นว่าคนแต่ละกลุ่มในประเทศไทย (ดูเฉพาะกลุ่มที่ 2-6 ไปก่อน) ได้รับส่วนแบ่งรายได้ไปไม่เท่ากัน และไม่เฉพาะประเทศไทย ทุกประเทศในอาเซียนก็เป็นเหมือนกันหมด
 
สำหรับประเทศไทยจะเห็นว่ากลุ่มคนรวย (กลุ่มที่ 2) ซึ่งมีคนอยู่ 20% ของประเทศ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ไปถึง 46.7% จากรายได้ทั้งหมด ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีกก็ให้สมมติต่อไปว่าถ้าประเทศไทยมีคนเพียง 100 คน จะมีคนอยู่ 20 คน (ที่เรียกว่ากลุ่มคนรวยหรือกลุ่มที่ 2) ได้ส่วนแบ่งไปถึง 46.7 บาท จากรายได้ทั้งประเทศที่เท่ากับ 100 บาท ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่การกระจายรายได้เท่าเทียมกันแล้วคนกลุ่มนี้ก็ควรได้ส่วนแบ่งไปเท่ากับ 20 บาทเท่านั้น (คนที่ได้ส่วนแบ่งหรือได้รับรายได้ไปมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในที่นี้จึงเรียกว่ากลุ่มคนรวย)
 
เมื่อกลุ่มคนรวยได้ส่วนแบ่งรายได้ไปแล้วถึง 46.7 บาท จาก 100 บาท รายได้ที่เหลืออีก 53.3 บาท ก็จะถูกแบ่งไปให้คนกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป เช่น ให้คนอีก 20 คน ที่อยู่ในกลุ่มค่อนข้างรวย (กลุ่มที่ 3) ไป 21.5 บาท ให้คนอีก 20 คน ที่อยู่ในกลุ่มปานกลาง (กลุ่มที่ 4) ไป 14.6 บาท ให้คนอีก 20 คน ที่อยู่ในกลุ่มค่อนข้างจน (กลุ่มที่ 5) ไป 10.5 บาท และเหลือให้คนอีก 20 คน ที่อยู่ในกลุ่มจน (กลุ่มที่ 6) ไปเพียง 6.8 บาท เท่านั้น ซึ่งลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการกระจายรายได้ของประเทศไทยมีความไม่เท่าเทียมกันจริง ๆ
 
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าดึงคนรวยที่สุด (ตามลำดับความรวย) ออกมา 10 คน จากกลุ่มคนรวยทั้งหมด 20 คน ซึ่งจะเรียกว่ากลุ่มคนรวยสุดสุด (กลุ่มที่ 1) ก็จะเห็นว่าคนเพียง 10 คน ได้ส่วนแบ่งรายได้ไปถึง 31.1 บาท ในขณะที่ถ้าดึงคนจนที่สุด (ตามลำดับความจน) ออกมา 10 คน จากกลุ่มคนจนทั้งหมด 20 คน ซึ่งจะเรียกว่ากลุ่มคนจนสุด ๆ (กลุ่มที่ 7) จะเห็นว่าคน 10 คน ได้ส่วนแบ่งรายได้ไปเพียง 2.8 บาท นั่นหมายความว่ากลุ่มคนรวยสุดสุดในประเทศไทยมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนจนสุดสุดถึง 11 เท่าเศษ และถ้ามองให้ลึกลงไปถึงความแตกต่างระหว่างคนรวยที่สุด (รวยอันดับหนึ่งของประเทศ) กับคนจนที่สุด (จนอันดับหนึ่งของประเทศ) ก็จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นไปอีกเป็นอันมาก
 
อาจจะมีคำถามในใจผู้อ่านว่า ทำไมคนแต่ละกลุ่มถึงมีรายได้ไม่เท่ากันทั้ง ๆ ที่อยู่ในประเทศเดียวกัน คำตอบก็คือเนื่องจากคนแต่ละคนแต่ละกลุ่มมีที่ดิน มีเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต มีการศึกษา มีจุดแข็ง มีจุดอ่อน มีโอกาส มีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพไม่เท่ากัน ผลก็คือทำให้มีรายได้ไม่เท่ากันด้วย ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนหรือประเทศไหน ๆ ในโลกก็มีปัญหาการกระจายรายได้ ในทำนองเดียวกัน
 
ถ้าจะถามต่อไปว่าในบรรดาประเทศอาเซียนทั้งหมด 7 ประเทศ (เท่าที่มีข้อมูลในตาราง) ประเทศใดที่มีการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันมากที่สุด คำตอบคือให้ดูจากค่าสัมประสิทธิ์จินี (ไม่กล่าวรายละเอียด ในที่นี้) ในตาราง โดยค่าที่สูงกว่าจะแสดงการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ มากกว่าค่าที่ต่ำกว่า ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นว่าประเทศที่มีการการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดตามลำดับคือ มาเลเซีย (46.2) ฟิลิปปินส์ (43.0) ไทย (39.4) อินโดนีเซีย (38.1) ลาว (36.2) เวียดนาม (35.6) และกัมพูชา (31.8) นั่นแสดงว่าทุกประเทศมีปัญหาความแตกต่างกันของรายได้ระหว่างคนรวยคนจนด้วยกันทั้งสิ้นต่างกันก็เพียงความรุนแรงของปัญหาเท่านั้น
 
                                        
 
สิ่งที่จะกล่าวต่อไปก็คือ ในเมื่อแต่ละประเทศมีปัญหาคนรวยคนจนเหมือนกันทุกประเทศ การที่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนมีเจตนาสร้างความร่วมมือกันในประเด็นของการขจัดความยากจนไว้ในแผนงานการก่อตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอย่างชัดเจนนั้น จะมีโอกาสบรรลุเจตนารมณ์ที่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด การเกิดประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนพร้อม ๆ กับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการโยกย้ายแรงงานทักษะอาชีพต่าง ๆ อย่างเสรีมากขึ้น น่าจะมีส่วนในการลดหรือขจัดปัญหาความยากจนของคนในแต่ละประเทศลงได้บ้าง เนื่องจากประชาชนในแต่ละประเทศจะมีโอกาสในการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ตามกิจกรรมการผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และเป็นกิจกรรมที่ขยายตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และอื่น ๆ ซึ่งนอกจากแรงงานต่าง ๆ จะประกอบอาชีพในประเทศตนเองได้ตามปกติแล้ว ประเทศอาเซียนต่าง ๆ ยังเปิดตลาดแรงงานให้แก่กันและกันด้วย
 
เพื่อให้การขจัดปัญหาความยากจนในประเทศสมาชิกอาเซียนมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาแรงงานในกลุ่มคนจนจากการเป็นแรงงานไร้ทักษะให้เป็นแรงงานที่มีทักษะให้ตรงกับความต้องการแรงงานของอาเซียนให้มากที่สุด เพื่อให้แรงงานเหล่านี้ได้ยกระดับฝีมือ และสามารถประกอบอาชีพที่มีผลตอบแทนสูงขึ้นในประเทศอาเซียนต่าง ๆ ที่เปิดตลาดแรงงานให้ ซึ่งถ้าหากแรงงานในกลุ่มนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง จริงจังแล้ว ก็จะยังคงเป็นแรงงานที่ตกอยู่ในความยากจนต่อไป และแทบจะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ เลยจากการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียน
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์