หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> กัมพูชา (Cambodia)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา

9 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 23054)

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชามาตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน มีความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนบริเวณแนวชายแดนที่ใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนทางการค้าปริมาณมาก
 
ไทยและกัมพูชามีความร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น มีคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–กัมพูชา (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับ การเจรจาและ ตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา การท่องเที่ยว ฯลฯ โดยได้มีการประชุม ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2538 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และ ครั้งล่าสุดคือการประชุม JC ครั้งที่ 7 ณ เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ทั้งนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JC ครั้งที่ 8 ในปี พ.ศ. 2555
นอกจากนี้ยังมี กลไกความร่วมมือด้านการทหารสองประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย–กัมพูชา (General Border Committee – GBC) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เป็นประธานและคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ซึ่งมีแม่ทัพทหารแต่ละภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน
ในด้านการค้าร่วมระหว่างไทยกัมพูชาปี พ.ศ. 2554 มีมูลค่า 93,152.09 ล้านบาท (3,081.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากระยะ เดียวกันของปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 14.82 จำแนกเป็นมูลค่าการส่งออก 87,779.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 มูลค่าการนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.8 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 82,407.31 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่ สำคัญของไทยไปกัมพูชา ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูปน้ำตาลทราย มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์ รักษาผิวปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ ยาง เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล และส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้า ส่วนสินค้านำเข้า ที่สำคัญจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์โลหะอื่นๆ เศษโลหะ ผลิตภัณฑ์ผักผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและ ส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ ยาสูบ
 
การค้าชายแดนปี พ.ศ. 2554 มีมูลค่า 70,518.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 27.25 เป็นมูลค่าการส่งออก 65,606.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.36 และมูลค่าการนำเข้า 4,912.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.13 ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าชายแดน 60,694.05 ล้านบาท ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า น้ำตาลทราย ยางสำหรับยานพาหนะ เครื่องสำอาง เครื่องหอมและสบู่เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม ที่ไม่มีแอลกอฮอล์    ผ้าผืนและด้าย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบอื่ นๆ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก ผักและของปรุงแต่งจากผัก อลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เศษกระดาษ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชน้ำมันและ ผลิตภัณฑ์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์ไม้อื่นๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วย โลหะสามัญ
ส่วนในด้านการลงทุนนับตั้งแต่รัฐบาลกัมพูชาได้มีกฎหมาย การลงทุนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2537 จนถึงปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทย เป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 6 มีจำนวนเงินลงทุน 218 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากมาเลเซีย จีน ไต้หวัน เวียดนาม และเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2551 ไทยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board: CIB) จำนวน 4 โครงการ เป็นเงินลงทุนมูลค่า 30.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ การผลิตอ้อยและ น้ำตาลของกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ธุรกิจภาคการขนส่งเพื่อสร้างท่าเรือ โดยบริษัทในกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทย และการลงทุนของกลุ่ม โรงพยาบาลกรุงเทพเกี่ยวกับโรงพยาบาลนานาชาติในนามบริษัท Phnom Penh Medical Service จำกัด สำหรับปี พ.ศ. 2552 ไทยลงทุนเป็น อันดับที่ 6 มีจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนมูลค่า 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับที่ 2 ของเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด รองจากจีน ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป 1 โครงการ อุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าเกษตร 3 โครงการ และอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า 1 โครงการ ในปี พ.ศ. 2553 ไทยมีมูลค่าการลงทุนเป็นอันดับที่6 โครงการที่ได้รับอนุมัติ มีจำนวน 1 โครงการ เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าแปรรูป และในปี พ.ศ. 2554 ไม่มีโครงการลงทุนใหม่ๆ จากประเทศไทย
ในด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยว ในกัมพูชาระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2554 มีจำนวนมาก เป็นอันดับ 7 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 91,343 คน รองจากเวียดนาม เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สปป.ลาว ซึ่งมีจำนวนลดลง จากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 26.45 ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยว กัมพูชาได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 จำนวน 252,705 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 72.76 โดยมีจำนวน 146,274 คน
นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชามี การตกลงร่วมภายใต้ กรอบความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) โดยได้มีการดำเนินโครงการทวิภาคี ที่มีโครงการร่วมในสาขาการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและ การลงทุนจำนวนทั้งสิ้น 18 โครงการ เช่น การศึกษาการจัดตั้งตลาดกลาง เพื่อค้าส่งและส่งออกในกัมพูชา การจัดงานแสดงสินค้า ความตกลง การอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยให้บริการเบ็ดเสร็จที่ด่านชายแดน ไทย–กัมพูชา เป็นต้น
 
นอกจากนี้ จากยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS ยังมีแผนปฏิบัติการอื่นๆ อาทิ โครงการ Contract Farming โดยจังหวัด นำร่องในการจัดทำ Contract Farming ได้แก่ จันทบุรี–พระตะบอง/ ไพลิน และยังมีโครงการเมืองคู่แฝด (Sister Cities) ซึ่งเป็นการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาพื้นที่ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านให้เป็นเมืองเชื่อมโยงระหว่าง กัน เป็นรากฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม การค้า การท่องเที่ยว สนับสนุน การย้ายฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมจากไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับกรอบความร่วมมือ GMS (Greater Mekong Subregion) ไทย กับกัมพูชาได้ดำเนินโครงการร่วมกัน ได้แก่ การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ตอนใต้ (Southern Economic Corridor) เชื่อมโยงไทย กัมพูชา และ เวียดนาม การอำนวยความสะดวกการผ่านแดนของคนและสินค้าระหว่าง ไทย–กัมพูชา ส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูป Package Tour โดยจะเน้น ตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนการดำเนินการ GMS Single Visa เพื่อ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
 
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้าของการส่งออกสินค้าจากไทยไปยัง กัมพูชามีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย ซึ่งการส่งออกสินค้า จากไทยไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่จะใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก ทำให้ ภาครัฐ ทั้งไทยและกัมพูชาได้ ให้การสนับสนุนการขนส่งทางถนนเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการพัฒนาการขนส่งรูปแบบอื่น โดยมีแนวคิดที่ว่าระบบถนน เป็นบริการขนส่งพื้นฐานที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว และเป็นการขนส่งให้ ถึงจุดหมายปลายทางโดยตรง อีกทั้งการขนส่งทางถนนเป็นระบบที่มี ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการขนส่งในช่วงสั้นๆ
 
อย่างไรก็ดี จากกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวย ความสะดวกในการขนส่งข้ามแดน (ASEAN Frame Work Agreement for The Facilitation of Inter-State Transport) และความตกลง ว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong Subregion Cross-Border Transport Agreement) ทำให้ภาครัฐ ทั้งไทยและกัมพูชาได้ประสานงานและร่วมมือกันในการลดอุปสรรคต่างๆ และลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางผ่านแดน และให้ความสำคัญ อย่างจริงจังในการทำงานร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางถนน แก้ไขปัญหาเรื่องรถวิ่งเที่ยวเปล่าเพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า
 
 
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์