หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
"สะหวันปาร์ก" โอกาสการลงทุนไทยบุกลาว

3 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2307)

โดย ตะวัน หวังเจริญวงศ์
 
ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 7% ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมโยงขนส่งสินค้าเข้าสู่ประเทศต่างๆ ได้ง่าย มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทำให้ลาวกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจในสายตานักลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากต้องการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในลาวอย่างคุ้มค่า อาจต้องเลือกพื้นที่ที่ให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนด้วย
 
บัวสอน สุลิทำ ผู้จัดการสาขา เวียงจันทน์ โครงการสะหวันปาร์ค เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน เปิดเผยว่า ปัจจุบันลาวมีเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ 10 แห่ง เป็นเขตเศรษฐกิจเฉพาะ 8 แห่ง มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ที่แขวงสะหวันนะเขต และเขตเศรษฐกิจพิเศษเวียงจันทน์โนนทอง หรือ วีต้าปาร์ก ที่เวียงจันทน์
 
สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย จ.มุกดาหาร มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 5,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1.โซน A หรือสะหวันซิตี้ เป็นศูนย์กลางการค้าบริการ มีพื้นที่กว่า 1,900 ไร่ 2.โซน B โลจิสติกส์ปาร์ก เป็นเขตบริการจัดส่งและกระจายสินค้า 3.โซน C หรือสะหวันปาร์ก เป็นเขตอุตสาหกรรมและการค้า มีพื้นที่ 1,318 ไร่ และ 4.โซน D เขตบ้านจัดสรร เป็นที่พักรองรับผู้ที่เข้ามาลงทุนและทำงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ
 
ทั้งนี้ โซน C หรือสะหวันปาร์ก ถือเป็นโซนที่มีความคืบหน้าในการพัฒนามากที่สุด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่เฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นปลายปีนี้
 
บัวสอน เล่าว่า โครงการสะหวันปาร์ก ดำเนินการโดยบริษัท สะหวัน แปซิฟิก้า ดีเวลลอปเมนท์ ถือหุ้นโดยรัฐบาลลาว 30% และเอกชนจากมาเลเซียอีก 70% ได้รับการอำนวยความสะดวกและมีสิทธิประโยชน์จำนวนมากเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งชาวลาวและชาวต่างชาติ เริ่มต้นจากขั้นตอนการขออนุญาตลงทุน ทุกอย่างถูกควบรวมมาอยู่ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการคุ้มครองเขตเศรษฐกิจ (SEZA) ในลักษณะศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือ วันสต๊อปเซอร์วิส ผู้สนใจลงทุนเพียงยื่นเอกสารต่างๆ เข้ามา คณะกรรมการจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 5 วันทำการ จากนั้นจะให้คำตอบเบื้องต้นว่าโครงการของนักลงทุนเป็นไปได้หรือไม่ โดยการดำเนินการดังกล่าวมีค่าใช้จ่าย 2,000 เหรียญสหรัฐ แต่หากไม่ได้รับอนุมัติลงทุน จะได้รับเงิน 2,000 เหรียญคืนด้วย
 
สำหรับสิทธิการเช่าที่ดินในโครงการ อยู่ที่ 50-75 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและขนาดที่ดินที่ต้องการเช่า โดยผู้เช่าที่ดินในโครงการ จะได้รับสิทธิลดหย่อนค่าเช่าที่ดินใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.ยกเว้นการจ่ายค่าเช่าที่ดินสูงสุด 12 ปี หรือ 2.ลดหย่อนค่าเช่าที่ดิน โดยนำจากมูลค่าที่ต้องจ่ายค่าเช่า 12 ปี มาถัวเฉลี่ยให้ราคาเช่าแต่ละปีลดลง นอกจากนี้ ผู้เช่าที่ดินในโครงการยังสามารถปล่อยสิทธิเช่าต่อให้ผู้อื่นได้ด้วย
 
ด้านการลดหย่อนภาษีนั้น บริษัทที่เข้ามาลงทุน จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีกำไรนับตั้งแต่ปีที่ได้กำไร เป็นระยะเวลา 2-10 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุน มูลค่าการลงทุน และสัดส่วนการส่งออก เช่น หากเป็นภาคการผลิตที่มีสัดส่วนการส่งออกไม่น้อยกว่า 70% หรือเป็นภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีกำไร 10 ปี และปีที่ 11 เป็นต้นไปจะเสียภาษีกำไรอัตรา 8%
 
สำหรับภาคการผลิตยังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบทั้งที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงาน การผลิตสินค้า เครื่องจักรที่จำเป็นในการผลิต ขณะเดียวกัน สินค้าที่ส่งออกจากโครงการสะหวันปาร์ก ยังได้รับยกเว้นภาษีส่งออกด้วย ที่สำคัญ นักลงทุน ตลอดจนแรงงานทั้งสัญชาติลาวและสัญชาติอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนหรือทำงานในโครงการสะหวันปาร์ก ยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือเพียง 5% ด้วย
 
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 มี.ค. 2558 ระบุว่า มีนักลงทุนได้รับใบอนุญาตลงทุนในโครงการสะหวันปาร์กแล้ว 41 ราย 3 สัญชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด ได้แก่ ลาว 12 ราย ไทย 6 ราย ญี่ปุ่น 5 ราย บริษัทสำคัญที่เข้ามาลงทุน เช่น บริษัท โตโยต้า โบโชคุ บริษัทผลิตเบาะรถยนต์ในเครือโตโยต้า บริษัท แอโรเวอร์ค ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน บริษัท นิคอน
 
ขณะที่บริษัทจากไทยที่เข้าไปลงทุนในโครงการสะหวันปาร์กแล้ว เช่น บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ บริษัท เด็นโซ่ บริษัท อุไรพาณิชย์ บริษัท บุญศิริ ทำให้ขณะนี้ในพื้นที่สะหวันปาร์ก มีตั้งแต่ผู้ผลิตสีทาอาคาร แพ็คเกจจิ้งอาหารแช่แข็ง ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนชิ้นส่วนเครื่องบิน
 
บัวสอน ทิ้งท้ายว่า ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการสะหวันปาร์ก ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงประมาณ 3 กม. ห่างจากสนามบินสะหวันนะเขตเพียง 5 กม. รวมถึงยังเป็นเส้นทางขนส่งที่มีศักยภาพ สามารถขนสินค้าไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ และมีสิทธิประโยชน์จำนวนมาก จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่โครงการอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ตั้งอยู่บนเส้นยุทธศาสตร์สาย R9 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก หรืออีสท์เวสท์ อีโคโนมิก คอริดอร์ เป็นทางเชื่อมจากท่าเรือดานังในเวียดนาม เข้าลาว ผ่านไทย ไปจนถึงท่าเรือเมาะลำไยของเมียนมา ซึ่งเอื้อประโยชน์ด้านโลจิสติกส์แก่นักลงทุน
 
 
credit : posttoday

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์