หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
มันสำปะหลังไทย : ศูนย์กลางเอทานอลอาเซียน

2 กรกฎาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 10170)

ในอาเซียนมีการปลูกมันสำปะหลังเกือบทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ที่ไม่มีการปลูก ปี 2557 ทั่วโลกสามารถผลิตหัวมันสำปะหลังได้ 290 ล้านตัน เฉพาะในอาเซียนไทยมีการผลิตมากที่สุด ตามด้วยอินโดนีเซียและเวียดนามที่ผลิตอยู่ที่ 10 ล้านตัน อาเซียนสามารถผลิตมันสำปะหลังปี 2014 เท่ากับ 77 ล้านตัน และคาดว่าปี 2015 การผลิตอยู่ที่ 80 ล้านตัน ในจำนวนการผลิตของไทยที่ 30 ล้านตัน ไทยส่งออกมากที่สุดจำนวน 26 ล้านตัน (ปกติจะส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเช่นมันเส้นและแป้งมัน) ตามด้วยการส่งออกของเวียดนามจำนวน 3 ล้านตัน และกัมพูชาจำนวน 1.5 ล้านตัน
 
เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ว่าอินโดนีเซียสามารถผลิตได้เป็นอันดับสองของอาเซียนก็ตาม แต่อินโดนีเซียก็ส่งออกมันสำปะหลังน้อยมาก เนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศมีค่อนข้างสูง หากแยกพิจารณาพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังของแต่ละประเทศพบว่าอินโดนีเซียส่วนใหญ่ปลูกที่เกาะชวาและสุมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดลัมปุง (Lampung) มันสำปะหลังในอินโดนีเซียเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับสี่รองจากข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ในขณะที่พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเวียดนามสามารถปลูกได้ทั้งประเทศเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะภาคกลางสามารถปลูกได้ถึง 50% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด
 
สำหรับผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามอยู่ที่ 2.8 ตันต่อไร่ ส่วนกัมพูชานั้นมีปลูกมันสำปะหลังที่จังหวัดกัมพงจาม (Kompong Cham) กัมพงสปรือ (Kompong Speu) บันเตียเมียนเจย (Banteay Mean Chey) พระตะบอง (Battambong) และเสียมเรียบ (Siem Reap) มีผลผลิตต่อไร่อยู่ 3.4 ตันต่อไร่ สปป.ลาว ปลูกมากเป็นอันดับที่สอง จำนวน 1 แสนไร่ รองจากข้าวโพดที่ปลูกอยู่ที่ 8 แสนไร่ ส่วนใหญ่ปลูกที่จังหวัดบอริคาไส (Borlikhamxay) และคำมวน (Khammoune) มีผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 4 ตันต่อไร่ ในขณะที่ผลผลิตของประเทศไทยอยู่ที่ 3.5 ตันต่อไร่ ประเทศที่มีผลผลิตต่อไร่สูงของอาเซียนคือมาเลเซียอยู่ที่ 4.6 ตันต่อไร่
 
มันสำปะหลังได้รับการขนานนามว่าเป็น "พืชมหัศจรรย์" เพราะนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรมและสามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายโดยแบ่งออกเป็นแป้งมันซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและด้านอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า กระดาษ อาหารและเครื่องดื่ม ไม้อัด ผงชูรส สารความหวาน กาว กรดมะนาว และยารักษาโรค ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมันเส้นและอัดเม็ดนั้นใช้ในได้ 3 อย่าง คือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แอลกอฮอล์ และพลังงานทางเลือก คือ เอทานอล
 
สำหรับไทยแล้วมันสำปะหลังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ 7.5 หมื่นล้านบาท (ปี 2557) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี มีครัวเรือนที่ปลูก 5 แสนครัวเรือน จากจำนวนครัวเรือนเกษตรทั้งหมด 5.7 ล้านครัวเรือน ในจำนวนมูลค่าการส่งออกมันสำปะหลังทั้งหมดนั้นเป็นการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด มูลค่า 48,864 ล้านบาท อีก 2 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นการส่งออกแป้งมัน ในจำนวนของมันเส้นและอัดเม็ดนั้นเป็นการส่งออกมันเส้นเกือบ 100% โดยประเทศที่มีการซื้อมันเส้นจากไทยมากที่สุดคือจีน คิดเป็น 99% ส่วนแป้งมันก็ยังเป็นจีนที่มีการนำเข้าจากไทยคิดเป็น 50% ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากไต้หวัน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย การนำเข้ามันเส้นของจีนนั้นเพื่อนำไปใช้ทาเอทานอล สัดส่วนการทำเอทานอลของจีน คือ 73% มาจากข้าวโพด ส่วนมันสำปะหลังทำเอทานอล 24%
 
ในเอเชียจีนเป็นประเทศที่มีการผลิตเอทานอลมากที่สุด ตามด้วยไทยปีละ 960 ล้านลิตร มีความต้องการใช้ในประเทศปีละ 800 ล้านลิตร แต่มีบทวิเคราะห์ว่าไทยสามารถผลิตได้วันละ 4.2 ล้านลิตร ถ้าเป็นดังตัวเลขนี้แสดงว่าปีหนึ่งไทยสามารถผลิตมากกว่า 1,000 ล้านลิตร อินเดียที่ผลิตเอทานอลได้ปีละ 750 ล้านลิตร (ไม่พอกับความต้องการในประเทศ) ส่วนเวียดนามสามารถผลิตเอทานอลได้ปีละ 40 ล้านลิตร ในแต่ละปีจีนมีความต้องการใช้เอทานอลปีละ 2,000 ล้านลิตร ทำให้ในแต่ละปีจีนต้องผลิตให้ได้จำนวนดังกล่าวเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม ส่วนญี่ปุ่นยังสามารถผลิตเอทานอลได้น้อยกว่าความต้องการภายในประเทศ
 
หันมาดูราคามันสำปะหลังของไทยกันบ้างระหว่างปี 2545 - 2558 นั้นราคาของหัวมันสำปะหลังสดของไทย (เชื้อแป้ง 25% ของ จ.นครราชสีมา ซึ่งถูกใช้เป็นราคาอ้างอิงราคาหัวมันสดของทั้งประเทศ) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ตุลาคม 2545 ราคาหัวมันสดอยู่ที่ 1.2 บาทต่อกก. และเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 บาทต่อกก. เดือนเมษายน 2558 มีการปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 3.5 บาทต่อกก. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เพราะผลผลิตหัวมันลดลงเนื่องจากเพลี้ยแป้งคุกคาม ทำให้ผลผลิตของประเทศลดลงและช่วงที่ราคาหัวมันปรับไปที่ 2.3 บาทต่อกก. ในเดือนพฤษภาคม 2551 เป็นเพราะความต้องการจากตลาดโลกมีมากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานั้นต้นทุนการผลิตของมันสำปะหลังต่ำกว่าราคาตลอด ยกเว้นต้นปี 2552 ที่ราคาหัวมันสดต่ำกว่าต้นทุน
 
ในการผลิตอันเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำทำให้จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ลดการนำเข้าและหากพิจารณาให้ลึกลงไประหว่างราคาหัวมันสดกับต้นทุนในการผลิต จากการที่ได้ไปเก็บข้อมูลตลอดระยะเวลา 15 ปีพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ราคาหัวมันสดต่ำกว่าราคาของต้นทุนการผลิตบวกอีก 15% แล้ว เมื่อนั้นเกษตรกรจะเดือดร้อนทันที ขณะเดียวกันหากราคาหัวมันสูงกว่าราคาของต้นทุนบวก 35% ถือว่าเกษตรกรได้ประโยชน์นั้น แสดงว่าราคาของหัวมันสดวิกฤติหรือไม่วิกฤติให้ดูที่ช่วงของราคาต้นทุนการผลิตบวก 15 ถึง 35% ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ราคาในอดีตของหัวมันสดอยู่นอกกรอบเส้น 15 กับ 35% ยกเว้นในช่วง 2557 กับ 2558 ที่ราคาหัวมันเข้ามาอยู่มาอยู่ในช่วง 15 กับ 35% ซึ่งก็ยังถือว่าราคาหัวมันสดยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติด้านราคา
 
สำหรับนโยบายด้านราคาของหัวมันนั้นมีการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรจากหลายรัฐบาล บางรัฐบาลเคยเข้าไปช่วยเหลือกิโลกรัมละ 3 บาท และการที่รัฐบาลแต่ละยุคเข้าไปช่วยเหลือด้านราคากลายเป็นฐานของอีกรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาต้องตั้งราคาช่วยเหลือที่สูงกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา สำหรับผลผลิต 30 ล้านตันของไทยนั้นภาคอีสานให้ผลผลิตคิดเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ (16 ล้านตัน) จ.นครราชสีมา มีการผลิตมากสุดที่ 6 ล้านตัน รองลงมาคือกำแพงเพชรที่ 2 ล้านตัน
 
ในอนาคตคิดว่ามันสำปะหลังเป็นพืชที่มีอนาคตมาก เพราะหนึ่งเป็นสินค้าที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรมทั้งอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ และพลังงานทางเลือกหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้มันสำปะหลังมีความสำคัญมาก เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการอาหารประเภทต่าง ๆ ที่ต้องใช้จากผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ในขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบของโลกจะค่อย ๆ หมดไปตามระยะเวลา พืชพลังงานทางเลือกอย่างมันสำปะหลังจึงเป็นพืชที่มีอนาคตเพื่อนำมาทดแทนพลังงานจากน้ำมันดิบ ไทยควรถือโอกาสนี้ประกาศว่าเราคือ "ศูนย์กลางเอทานอลของอาเซียน" ในขณะที่มาเลเซียกับอินโดนีเซียจะเป็นศูนย์กลางของไบโอดีเซล อาเซียนก็จะเป็นศูนย์กลางพลังงานทางเลือก
 
 
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์