หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน : ผลกระทบบางประการของไทย

29 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 6251)
 
โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
                       
 
หลังจากได้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ขึ้น ได้มีการจัดทำกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องมาอีกหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ได้มีการจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน (Framework Agreement on ASEAN-China Comprehensive Economic Cooperation) ครอบคลุมเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ
 
ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ได้มีการสรุปผลการเจรจาและลงนามในความตกลงด้านการค้าระหว่างอาเซียน-จีน (Agreement on Trade in Goods of Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว และอาเซียนและจีนได้ลงนามความตกลงด้านการค้าบริการ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ โดยครอบคลุมธุรกิจภาคบริการเอกชนทุกสาขา แต่ไม่ครอบคลุมการให้บริการและการจัดซื้อจัดจ้างบริการโดยรัฐ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2551 การเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน-จีนได้เสร็จสิ้นลง สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอาเซียนและจีน มีการกำหนดความร่วมมือ โดยเฉพาะในสาขาเกษตรกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน และการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนความร่วมมือต่าง ๆ อีกหลายประการ
 
การเปิดเสรีทางการค้าฯ นี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ การลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Program) และการลดภาษีสินค้าทั่วไป รายละเอียดโดยสังเขปมีดังนี้
1. การลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที ครอบคลุมสินค้าเกษตรภายใต้พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-08 (สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ไข่สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ต้นไม้ พืชผักที่บริโภคได้ และผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้) รวมทั้งสินค้าเฉพาะ (Specific products) ที่มีผลเฉพาะกับประเทศที่ตกลงกันสองฝ่ายเท่านั้น โดยจีนและอาเซียนเดิม 6 ประเทศ เริ่มต้นการลดภาษีในวันที่ 1 มกราคม 2547 และลดภาษีลงเป็น 0% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2549 และให้ความยืดหยุ่นกับอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ในอัตราและระยะเวลาเริ่มลดภาษี โดยลดภาษีเป็น 0% ภายในปี 2553 สำหรับสินค้าที่มีมาตรการโควตาภาษี ลดเฉพาะอัตราภาษีในโควตาเท่านั้น
 
2. การลดภาษีสินค้าทั่วไป ได้แบ่งรายการสินค้าออกเป็น 2 รายการ คือ ราการสินค้าปกติ (Normal Track) ซึ่งกำหนดให้ลดอัตราภาษีที่สูงกว่า 20% ให้เหลือ 20% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2548 ส่วนภาษีที่มีอัตราต่ำกว่า 20% ให้ลดอัตราภาษีลงตามลำดับ และอัตราภาษีของสินค้าทั้งหมดจะต้องลดเหลืออัตราสุดท้าย 0% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 (5 ปี) โดยสินค้าจำนวน 150 รายการ ได้รับความยืดหยุ่นให้ลดภาษีเหลือ 0% ได้ถึงปี 2555 (7 ปี) และรายการสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการความคุ้มครอง กำหนดให้ลดอัตราภาษีเหลือ 20% ภายในปี 2555 และมีอัตราภาษีสุดท้ายที่ 0-5% ภายในปี 2561 สำหรับสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive Track) ลดอัตราภาษีเหลือ 50% ภายในปี 2558
 
ทั้งนี้ สินค้าที่จะได้รับสิทธิการลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน จะต้องได้แหล่งกำเนิดของสินค้าตามกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกัน คือ สินค้าบางประเภทต้องใช้วัตถุดิบภายในทั้งหมด (Wholly Obtained) ส่วนสินค้าอื่นๆ ต้องมีมูลค่าของวัตถุดิบที่ใช้ภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 40% โดยสามารถนำมูลค่าของวัตถุดิบจากทุกประเทศสมาชิกมารวมกันได้
 
การลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกและนำเข้าสำคัญระหว่างไทยกับจีน สรุปไว้ในตารางที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ
 
 
หลังจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าของทั้งสองประเทศ ผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับบางประการ มีดังนี้
1. ผู้ส่งออกสินค้าหมวดผักผลไม้ของไทยได้ใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ นี้ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าให้ผู้ส่งออก (HS01-08) ไปยังจีน จำนวน 24,636 ฉบับ เป็นสินค้าผักผลไม้ (HS07-08) มูลค่า 23,169 ล้านบาท ไทยเกินดุลการค้าผักและผลไม้กับจีน เพราะการนำเข้าแอปเปิ้ลและแพร์จากจีนมีมูลค่าลดลง ในขณะที่ไทยสามารถส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ลำไยสดและลำไยอบแห้งไปจีนได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการขาดดุลการค้าผลไม้ในช่วงแรกของการเปิดเสรีระหว่างเดือนตุลาคม 2546 - ธันวาคม 2546 ก็ตาม
 
2. ไทยมีการนำเข้าหอมกระเทียมจากจีนเพิ่มขึ้น แต่มิได้เกิดจากการลดภาษีตามความตกลงฯ เนื่องจากไทยมีการลดภาษีเฉพาะปริมาณในโควตาซึ่งมีสัดส่วนน้อย แต่เกิดจากต้นทุนการผลิตของจีนที่ต่ำกว่าไทยมาก และการอนุญาตให้นำเข้าจากจีนได้เพราะแต่เดิมให้นำเข้าได้เฉพาะจากลาว
 
3. การส่งออกมันสำปะหลังของไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการนำเข้าของจีนที่เพิ่มขึ้น และประกอบกับการลดภาษีตามความตกลงฯ แต่การลดภาษีในครั้งนี้ทำให้ข้อได้เปรียบด้านภาษีของมันสำปะหลังไทยที่มีต่อประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซียหมดไปด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าระหว่างไทยและจีนในช่วงปี 2546 - 2548 ไทยมีการขาดดุลมากขึ้น ซึ่งสาเหตุมิได้มาจากสินค้ากลุ่มนี้ แต่เป็นการขยายตัวการนำเข้าสินค้าทุน และวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมของไทยจากจีนที่สูงขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป (HS7207) ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ (HS8473) เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ (HS8525) เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ (HS8471) แร่เงิน (HS7106)
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์