หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ธุรกิจน่าลงทุนในเมียนมา สร้างโอกาส ‘การศึกษา’ ร่วมพัฒนาประเทศ

29 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 1633)

โดย : ชญานิษฐ คงเดชศักดา
 
หลังจาก "เมียนมา” ประเทศเพื่อนบ้านของไทยปิดประเทศไปนานเกือบครึ่งศตวรรษ และเมื่อเปิดประเทศได้ไม่นานก็มีนักธุรกิจชาวต่างชาติไปลงทุนทำธุรกิจกอบโกยรายได้กันมหาศาล ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนักธุรกิจไทยหลายคนเช่นกัน แต่สำหรับใครที่ยังมองไม่เห็นลู่ทางเชื่อไหมว่า "การศึกษา” ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการลงทุนในเมียนมา
 
ล่าสุด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้าไปเปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ นับเป็นการสร้างโอกาสและวางรากฐานให้แก่นักศึกษาเมียนมาในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างประเทศให้มั่นคงส่งผลให้ไทยได้รับผลประโยชน์ร่วมหลายประการ
 
เหตุใด "การศึกษา” จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตามองในเมียนมา บูรณ์ อินธิรัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำกรุงย่างกุ้ง อธิบายว่า หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปี ประเทศเมียนมามีความเจริญมากกว่าไทย แต่หลังจากปิดประเทศไปทำให้เราแซงหน้าไป กระทั่งเมื่อ 4 ปีก่อนเมียนมาได้เปิดประเทศมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น ถือเป็นประเทศที่ไทยจะมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายเรื่อง นักธุรกิจไทยจึงต้องอัพเดทด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การค้าระหว่างไทย-เมียนมา และการลงทุนของต่างชาติในเมียนมา
 
เริ่มจาก "เศรษฐกิจ” ก่อน ประเทศเมียนมามีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทย 30 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ป่าและเขาเหลือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ได้แก่ ไม้ อัญมณีดิบ หยก ไพลิน แก๊ส มีพื้นที่ติดกับทะเลมากถึง 2,800 ตารางกิโลเมตร จึงมีศักยภาพทางด้านธุรกิจประมงที่ดีที่สุด และมีประชากรประมาณ 51 ล้านคน แต่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ คือรายได้ต่อหัวต่อเดือนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800 บาท ซึ่งค่าครองชีพต่ำทำให้แรงงานเมียนมาเคลื่อนย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยเพราะได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 9,000 บาทต่อเดือน ประเทศเมียนมาจึงขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ที่สำคัญกรุงย่างกุ้งค่าครองชีพสูงกว่ากรุงเทพมหานครประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเมียนมาไม่สามารถผลิตสินค้าได้เอง ดังนั้น 80 เปอร์เซ็นต์ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย
 
ต่อมาเป็นเรื่อง "การค้าระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา” จากตัวเลขล่าสุดไทยส่งออกสินค้าทุกชนิดที่ชาวเมียนมาต้องการใช้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนเมียนมาเองก็ส่งออกแก๊สธรรมชาติมายังไทยเป็นจำนวน 4,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน ซึ่ง ด่านที่ทำการค้ามากที่สุดคือแม่สอด-อิรวดี รองลงมาคือเกาะสอง-ระนอง และแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก หากมีการก่อสร้างถนนให้เดินทางสะดวกกว่านี้เชื่อว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น
 
สำหรับ "การลงทุนในประเทศเมียนมา” มีกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อป้องกันประเทศ จึงมีการลงทุนด้วยกัน 3 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทางแรกผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI) หรือบีโอไอ ช่องทางที่ 2 การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และช่องทางที่ 3 การเข้ามาเปิดบริษัทไทยในเมียนมา โดยลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่สำคัญคือ ชาวเมียนมาประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ต้องเช่ารัฐทั้งหมดไม่สามารถมีโฉนดที่ดินเป็นมรดกตกทอดได้ ส่งผลให้ค่าเช่าที่ในการลงทุนแพงกว่าที่ดินย่านสีลมและสุขุมวิทของไทย 2 เท่าตัว ต่อมาเป็นเรื่องสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ระบบ โลจิสติกส์ยังไม่ดี และอีกปัญหาคือแรงงานไม่มีทักษะและฝีมือในการทำงานต้องฝึกสอนอีกมาก
 
อย่างไรก็ตามการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผ่านมาการเข้าถึงการศึกษาของชาวเมียนมาค่อนข้างน้อย เพราะมีฐานะยากจน ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้มีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ส่วนระบบการศึกษานั้นกระทรวงศึกษาธิการเมียนมามีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างจากไทย เพราะจัดการเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับระดับมหาวิทยาลัยและไม่มีกฎหมายดูแล
 
การศึกษาขั้นพื้นฐานของเมียนมามีกฎหมายกำหนดว่าประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษาและต้องจบชั้นมาตรฐานคือเกรด 12 หรือมัธยมปลาย แต่เป็นการเรียนแค่ครึ่งวัน คือภาคเช้ากับภาคบ่าย ยกเว้นกลุ่มที่มีรายได้สูงจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมียนมาเป็นของรัฐก็จริง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานทหาร อย่างมหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นอันดับหนึ่งของประเทศมีการแข่งขันสูงมาก คือเรียนมา 12 ปี ไปวัดกันแค่ 3 ชั่วโมงในการสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งสาขาวิชาเหมือนไทยเมื่อ30 ปีก่อน ถ้า ใครเรียนหมอ ถือว่ามีสมองที่มีคุณภาพ ครอบครัวได้รับเกียรติและยกย่อง แต่พอเรียนจบแล้วเอาเข้าจริง ๆ อาชีพหมอก็ไม่ได้จุนเจือครอบครัวมากนัก ส่วนใหญ่ผันตัวเองไปเป็นนักธุรกิจ ส่งผลให้การศึกษาด้านธุรกิจมีความสำคัญ
 
การที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเข้ามาเปิดสอนก็ถือเป็นความต้องการของนักศึกษาเมียนมา ทางด้าน ดร.จักรกรินทร์ ศรีมูล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้อำนวยการศูนย์หลักสูตร Global MBA Mynmar (Yangon&Mandalay) เล่าถึงแรงบันดาลใจในการมาเปิดหลักสูตรเอ็มบีเอ วิทยาเขตย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ว่า เคยมาเมียนมาครั้งแรกเมื่อสมัยเป็นนักศึกษา ช่วงนั้นไม่ค่อยมีคนมาเท่าไหร่เพราะปิดประเทศ เราได้พูดคุยกับช่างสระผมคนหนึ่งทราบว่าเรียนวิศวกร แต่เพราะมหาวิทยาลัยถูกปิดจึงไม่ได้เรียนต่อทำให้ต้องมาเป็นช่างสระผม จึงรู้สึกว่าเราโชคดีกว่าเขามาก และอยากเข้ามาพัฒนาเรื่องการศึกษาให้กับเมียนมา หลังจากนั้น 20 ปีก็สามารถทำตามความตั้งใจได้สำเร็จ
 
การมาเปิดสอนที่นี่ไม่ใช่แค่มาสอนแล้วกลับบ้านนอน เพราะนักศึกษาที่นี่มีความตั้งใจเรียนมาก ขนาดไฟฟ้าดับพวกเขาก็เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือเพื่ออ่านหนังสือ และลงเรียนทุกวิชาที่มี ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ต้องลงเรียนทั้งหมดก็ได้ เหตุผลคือเนื่องจากเขาขาดแคลนความรู้มานาน เหมือนประเทศไทยเราเมื่อ 30 ปีก่อนที่ขาดแคลนทุกอย่าง ซึ่งนักศึกษาที่นี่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่เคยเรียนต่างประเทศมาเลยกับกลุ่มที่เคยเรียนต่างประเทศมาแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างกัน คือคนที่ไม่เคยเรียนต่างประเทศจะไม่กล้านั่งเรียนแถวหน้า เพราะคิดว่าถ้านั่งแถวหน้าจะต้องเป็นผู้นำ หรือไม่กล้ายกมือถามเพราะกลัวเกิดความขัดแย้ง ส่วนคนที่เคยเรียนจะกล้ายกมือถามถือเป็นเรื่องปกติ จึงต้องคอยบอกตลอดว่า "เรามาให้ความรู้ คุณเสียเงินมาเรียนแล้ว หากมีข้อสงสัยต้องถามเพื่อให้ได้ความรู้ให้มากที่สุด เพราะเราถือเป็นทรัพยากรของคุณ”
 
อย่างไรก็ตามมักมีคำถามจาก หลาย ๆ คนว่าทำไมต้องมาพัฒนาการศึกษาให้ประเทศอื่น ทำไมไม่ช่วยประเทศตัวเองก่อน ตรงนี้มองว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของไทยมีมากแล้ว อีกทั้งยังมีการแข่งขันสูง ยิ่งเราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยคู่แข่งยิ่งเยอะ จึงมาช่วยพัฒนาการศึกษาให้เมียนมาเจริญ มีศักยภาพมากพอแล้วประเทศไทยก็จะเจริญตาม เนื่องจากเมียนมาจะมีกำลังซื้อของไทยมากขึ้นนั่นเอง ถือเป็นการช่วยประเทศไทยอีกทางหนึ่ง
 
ในอนาคตคิดว่าจะขยายสาขาไปยังลาว เวียดนาม กัมพูชา จีน อินโดนี เซีย ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวกันหมด บางครั้งเราอาจจะไม่ได้ศึกษาอยู่แต่ในห้องเรียน นักศึกษาบางคนอยากออกไปเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถไปลงเรียนวิชาอื่น ๆ ที่ประเทศนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเรียนในประเทศตัวเองอย่างเดียว ดังนั้นจึงถือเป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในรั้วของมหาวิทยาลัยนานาชาติที่น่าสนใจแห่งหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ให้ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อีกมากมาย เขียนมาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าใครที่อ่านจนจบจะได้ไอเดียการลงทุนในประเทศเมียนมาไม่มากก็น้อย.
 
 
 
credit : dailynews

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์