หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
กรมเจรจาการค้าฯ รุกเปิดตลาดใหม่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทย

26 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 2872)
 

                              

 
นายธวัชชัย โสภาเสถียรพงศ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศคนสำคัญในกระทรวงพาณิชย์ เผยถึงทิศทางและความคืบหน้าการเจรจาการค้าภายใต้กรอบต่าง ๆ กับประเทศคู่ค้าที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคทั้งระดับพหุภาคี ภูมิภาค และทวิภาคี ได้แก่ การเจรจาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) การเจรจาภายใต้กรอบอาเซียน (ASEAN) และความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ระดับภูมิภาคและทวิภาคี ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว 11 ฉบับ (คู่ภาคี 16 ประเทศ) สรุปผลการเจรจาแล้วแต่ยังไม่มีผลใช้บังคับ 2 ฉบับ และอยู่ระหว่างการเจรจา 5 ฉบับ
 
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้าจึงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองของประเทศในเวทีโลก และขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนของประเทศ ควบคู่ไปกับการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนของประเทศ อันเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุน และการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
 
ทั้งนี้ มูลค่าการค้าของไทยกับคู่ภาคี 16 ประเทศ ที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้วโดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 10 ปีที่แล้วอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนของมูลค่าการส่งออกต่อมูลค่าส่งออกรวมของไทยไปทั้งโลกเพิ่มขึ้นจาก 49.6% ในปี 2547 เป็น 56% ในปี 2557 ส่วนการนำเข้ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 57.2% ในปี 2547 เป็น 58.4% ในปี 2557 โดยตลาดสำคัญที่มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวมาก ได้แก่ อาเซียน จีน และออสเตรเลีย ส่วนการใช้สิทธิ FTA ในปี 2556 ภาคการส่งออกไทยได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีนำเข้าในประเทศคู่ค้ามูลค่า 135,855 ล้านบาท (ประมาณ 4,420 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่ผู้นำเข้าของไทยได้รับประโยชน์จากภาษีนำเข้าที่ลดลงมูลค่า 91,310 ล้านบาท (ประมาณ 2,970 ล้านเหรียญสหรัฐ)
 
การเจรจาภายใต้กรอบอาเซียน
อาเซียน เป็นกลุ่มประเทศที่มีความใกล้ชิดกับไทยมากที่สุด โดยเฉพาะการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปลายปี 2558 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันทางด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนภายในภูมิภาค ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการพัฒนาการค้าชายแดน การดำเนินการตามแผนงานจัดตั้ง AEC การจัดทำวิสัยทัศน์ AEC และแผนดำเนินงาน หลังปี 2558 ปัจจุบันจากจำนวนมาตรการที่ต้องดำเนินการตั้งแต่ปี 2551 จนถึงขณะนี้ไทยสามารถดำเนินมาตรการสำคัญได้เสร็จลุล่วงแล้ว 93% ในขณะที่อาเซียนโดยรวมดำเนินการได้ 90%
 
           
 
การเจรจาระดับภูมิภาค
ประเทศไทยยังคงร่วมกับอาเซียนเจรจากับประเทศคู่เจรจาสำคัญในกรอบต่าง ๆ เช่น อาเซียน-จีน เพื่อยกระดับการเปิดเสรีมากขึ้น อาเซียน-เกาหลีใต้ เพื่อขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) (ความตกลงระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ขยายโอกาสของ Value chain ให้กว้างขึ้นและเพิ่มทางเลือกในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
 
   
 
การเจรจาการค้าทวิภาคี
การเจรจาทวิภาคีของไทยที่มีผลบังคับใช้แล้ว เช่น ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-เปรู (เฉพาะสินค้าเร่งลดภาษี) ทั้งนี้ ต้องพยายามให้ FTA ไทย-อินเดีย สรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
 
     
 
 
 
การเปิดเจรจา FTA ฉบับใหม่
ปากีสถาน มีตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน (อันดับ 6 ของโลก) ซึ่งในจำนวนนี้มีประชากรที่มีกำลังซื้อสูงถึงประมาณ 30 ล้านคน มีความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์การค้าในการเป็นประตูการค้าเพื่อกระจายสินค้าของไทย เช่น ภาคตะวันตกของจีน เอเชียกลางและภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงโลกมุสลิมซึ่งมีกว่า 50 ประเทศ ในกลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีประชากรประมาณ 2 พันกว่าล้านคน เป็นตลาดใหญ่ คิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดโลก จึงเป็นโอกาสของสินค้าฮาลาลของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบต่อการผลิตของไทย เช่น อัญมณี และสัตว์น้ำ เป็นต้น สินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์หนัง ผลิตภัณฑ์ไม้ เคมีภัณฑ์ ยางพารา พลาสติก เคมีภัณฑ์อินทรีย์ เส้นใยยาวประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
 
ตุรกี มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ G20 จึงเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีประชากรประมาณ 80 ล้านคน และมีนักท่องเที่ยวปีละกว่า 30 ล้านคน จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและเอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับไทยในการเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงให้แก่ไทยไปยังตลาดใหม่ โดยใช้ตุรกีเป็น Gateway ไปยุโรป ตะวันออกกลาง CIS และแอฟริกาเหนือ สินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ สาขาพืชเส้นใย ขนสัตว์และไหม สิ่งทอ ยานยนต์และชิ้นส่วน พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยางและผลิตภัณฑ์ เมล็ดพืช อาหารฮาลาล และเคมีภัณฑ์อินทรีย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการเปิดเจรจาจัดทำ FTA กับทั้งสองประเทศแล้ว และกรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบเจรจาเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป ขณะนี้ได้มีการยกร่างกรอบเจรจาและหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งได้มีการศึกษาวิเคราะห์และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนแล้วเช่นกัน นอกเหนือจากการเจรจา FTA แล้ว ยังมีการเจรจาหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น การหารือระหว่างไทย-จีน และไทย-รัสเซีย ตลอดจนยังมีแผนการหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ และอียิปต์ เป็นต้น
 
การเจรจาการค้าพหุภาคี
มุ่งเน้นการสร้างกฎเกณฑ์ทางการค้าที่เป็นธรรม ไทยยังสนับสนุนการเจรจาการค้าพหุภาคี เช่น เรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Agreement on Trade Facilitation : TFA) เป็นการอำนวยความสะดวกต่อภาคเอกชน/ผู้ประกอบการของไทยในการส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเพื่อการบริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าผ่านแดน การขยายขอบเขตสินค้า ITA ที่จะยกเลิกภาษี (ITA Expansion) จะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ช่วยขยายมูลค่าการค้าการลงทุน การจ้างงานในสาขา IT ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้า IT
 
 
 
ที่มา : ASTV ผู้จัดการรายวัน

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์