หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เขตการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี : ผลกระทบบางประการต่อเศรษฐกิจไทย

26 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 3026)
 
โดย   เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
 
                       
 
 
ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี (ASEAN-ROK Summit) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้นำอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีเห็นชอบให้เริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี และเริ่มเจรจาไปตั้งแต่ปี 2548 โดยคณะเจรจาของทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี (Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation : FA) ความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท (Agreement on Dispute Settlement Mechanism : DSM) และความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods : TIG)
 
โดยอาเซียนและเกาหลีได้ลงนามความตกลง FA ความตกลง DSM ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี ครั้งที่ 9 เมื่อเดือนธันวาคม 2548 สำหรับความตกลง TIG อาเซียนอื่น (ยกเว้นไทย) และเกาหลีได้ลงนามพร้อมกับความตกลง 2 ฉบับแรกข้างต้น โดยไทยไม่ได้ร่วมลงนามในครั้งนี้เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องการเปิดตลาดกับเกาหลีได้และหยุดพักการเจรจาไประยะหนึ่ง จนกระทั่งในการหารือสองฝ่ายระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจการค้าของไทยและเกาหลีในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 12 เมื่อเดือนมกราคม 2548 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ รัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เจ้าหน้าที่กลับมาหารือกันอีกครั้ง โดยฝ่ายไทยได้ขอให้เกาหลีพิจารณาความยืดหยุ่นที่ไทยจะขยายเวลาการลด/ยกเลิกภาษีสินค้ากลุ่มอ่อนไหวบางรายการ หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้มีการหารือสองฝ่ายตั้งแต่เดือนเมษายน 2548 รวมการหารือทั้งสิ้น 5 ครั้ง จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้ในการหารือสองฝ่ายครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคมในปีนั้นเอง ซึ่งได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 โดยไทยเริ่มลดภาษีเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553
 
ด้านความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า สำหรับประเทศอาเซียน 9 ประเทศ (ยกเว้นไทย) สามารถตกลงกับเกาหลีในส่วนของความตกลงว่าด้วยสินค้า และได้ลงนามเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 ในส่วนของไทยมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2553 ทั้งนี้ กำหนดให้จัดกลุ่มสินค้าที่จะได้รับการลด/ยกเลิกภาษีออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
 
1. กลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) เป็นกลุ่มสินค้าที่จะต้องลดภาษีลงให้เหลือร้อยละ 0 ภายในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งได้เริ่มลดภาษีจากอัตราภาษีฐานในปี 2548 โดยเกาหลีต้องลดภาษีสินค้าร้อยละ 90 หรือมากกว่าของรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าจากอาเซียนทั้งหมดในปี 2547 เหลือร้อยละ 0 ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 มกราคม 2553 ในขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ต้องลดภาษีสินค้าร้อยละ 90 หรือมากกว่าของรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าจากเกาหลีในปี 2547 ให้เหลือร้อยละ 0 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 และให้สินค้าจำนวนร้อยละ 5 ของรายการสินค้าในกลุ่มนี้ลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 มกราคม 2555
 
2. กลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) กลุ่มสินค้าอ่อนไหวสำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และเกาหลี มีจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าจากอาเซียน/เกาหลี สำหรับเวียดนามมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนรายการสินค้าและไม่เกินร้อยละ 25 ของมูลค่าการนำเข้าจากเกาหลี และสำหรับกัมพูชา เมียนมา และลาว มีจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนรายการสินค้า (ทั้งนี้กลุ่มสินค้าอ่อนไหวจะแบ่งออกเป็นอีก 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ รายการสินค้าอ่อนไหว และรายการสินค้าอ่อนไหวสูง)
 
ภายใต้ความตกลงฯ ได้มีการกำหนดหลักการเฉพาะเพื่อส่งเสริมการค้าแบบผ่านคนกลาง (Trader) หรือประเทศคนกลางที่มีสินค้าส่งผ่าน (Intermediate Country) ดังนี้
1. การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบ Back-to-Back CO เดิมการที่ประเทศหนึ่งนำเข้าสินค้าเข้ามาและต้องการส่งออกสินค้านั้นออกไปจากประเทศตนจะไม่สามารถออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าซ้ำได้ เนื่องจากสินค้านั้นมิได้ผลิตในประเทศของตน หากแต่ในปัจจุบันรูปแบบการค้าได้มีการเปลี่ยนแปลงไป คือ มีพ่อค้าคนกลางเข้ามาเป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ ความตกลงฯ นี้จึงมีการวางแนวปฏิบัติเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยยินยอมให้ประเทศพ่อค้าคนกลางหรือประเทศคนกลางที่สินค้าส่งผ่านสามารถออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับที่ 2 เพื่อกำกับสินค้าที่ส่งออกต่อได้
 
ทั้งนี้ ต้องคงรายละเอียดในเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าเดิมไว้ เรียกว่าเป็นการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบ Back-to-Back ซึ่งประเทศคนกลางสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางประการได้ อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณ (ในกรณี Partial Shipment) มูลค่าและราคา FOB ของสินค้าได้ โดยประเทศคนกลางนั้นต้องเป็นสมาชิกในความตกลงเท่านั้น
 
2. หลักปฏิบัติในการส่งออกโดยใช้ Third Country Invoicing ผู้ส่งออกส่งสินค้าจากประเทศผู้ผลิตไปยังประเทศผู้นำเข้าโดยตรง แต่ผ่อนปรนให้ศุลกากรในประเทศผู้นำเข้าสามารถยอมรับเอกสารใบกำกับสินค้า (Invoice) ที่ออกโดยประเทศที่ 3 ซึ่งอาจอยู่ในหรือนอกความตกลงก็ได้ โดยราคา FOB ในใบกำกับสินค้าแบบ Third Country อาจแตกต่างจากที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับสินค้าฉบับต้นทางได้
 
3. ความเหมือนและแตกต่างระหว่างกรณี Back-to-Back CO และกรณี Third Country Invoicing ประเด็นที่เหมือนและแตกต่างใน 2 กรณี ในประเด็นราคาที่เหมือนกันคือ ทั้งสองกรณีประเทศผู้นำเข้าปลายทางจะไม่ทราบต้นทุนสินค้าที่ขายจากประเทศส่งออก เพราะประเทศคนกลางสามารถเปลี่ยนราคาสินค้าในเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ ส่วนที่แตกต่างคือ หากเป็นกรณี Back-to-Back CO นั้น ประเทศคนกลางต้องเป็นประเทศภาคีความตกลง แต่ในกรณี Third Country Invoicing ประเทศคนกลางอาจอยู่ในหรือนอกความตกลงได้
 
ด้านความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ผู้นำอาเซียนและเกาหลีสามารถบรรลุความตกลงและได้ลงนามความตกลงนี้ในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน-เกาหลีในเดือนพฤศจิกายน 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับไทยได้ลงนามในพิธีสารการเข้าเป็นภาคีของไทยในความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าและความตกลงว่าด้วยการค้าบริการอาเซียน-เกาหลี ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552
 
ด้านความตกลงว่าด้วยการลงทุน ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาเจรจานานกว่า 3 ปี และสามารถบรรลุผลการเจรจาเมื่อเดือนเมษายน 2552 โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงนี้เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 ภายหลังการทำข้อตกลงฯ มีผลกระทบของการทำข้อตกลงฯ ต่อประเทศไทย สรุปได้ดังนี้
1. ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงฯ โดยมีระดับ GDP เพิ่มสูงขึ้น มีระดับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น
 
2. การจัดทำข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยมีการขาดดุลสุทธิเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตัวของการลงทุนที่แท้จริงและการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออก
 
3. อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากข้อตกลงดังกล่าวจะได้แก่ สินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก สิ่งทอ และภาคบริการ โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบในทางบวกคือมีดุลการค้าเพิ่มขึ้นหรือเป็นสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจะเป็นสินค้าในหมวดเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าที่ได้รับผลกระทบทางลบได้แก่ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก สิ่งทอ และยานยนต์และชิ้นส่วน (ยกเว้นหมวดอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ)
 
4. พบว่าไม่เกิดประโยชน์จากการค้าภาคบริการและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศไทย โดยมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการค้าภาคบริการเพียงเล็กน้อย และในส่วนของการลงทุนนั้นมีหน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนได้รับมีมากกว่าผลประโยชน์จากการเจรจาการเปิดเสรีการค้าภาคบริการตามข้อตกลง ทำให้ผลประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนอาจมีไม่มาก
 
อย่างไรก็ตาม ความตกลงฯ นี้จะเป็นประโยชน์ในการรักษาศักยภาพในการส่งออกของอาเซียนในตลาดเกาหลี ตลอดจนดึงดูดนักลงทุนจากเกาหลีให้ย้ายฐานการผลิตและการลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers) เช่น มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าอีกด้วย
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์