หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
โอกาสของโรงพยาบาลไทยในกัมพูชา-ลาว-เมียนมา

26 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 3984)

ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (AFAS) และความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (ACIA) ที่ไทยได้ลงนามไว้น่าจะทำให้การค้าบริการด้านสุขภาพในภูมิภาคมีโอกาสเติบโตมากขึ้น ประเทศคู่ค้าของไทยที่น่าสนใจคือ กัมพูชา ส.ป.ป.ลาว และเมียนมา เพราะมีความต้องการบริการด้านสุขภาพมาก แต่มีผู้ให้บริการที่มีจำนวนและคุณภาพจำกัด ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานนี้นับเป็นโอกาสให้โรงพยาบาลไทยเจาะตลาดเข้าไปได้ การบริการด้านสุขภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ส.ป.ป.ลาว และเมียนมา โดยมากเป็นการให้บริการภายในประเทศ มักเกิดขึ้นตามจังหวัดใกล้ชายแดนหรือในกรุงเทพมหานคร ทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ 'ตลาด' นี้คือ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากไทย โดยในกัมพูชามีโรงพยาบาลไทยเข้าไปเปิดกิจการเต็มรูปแบบแล้วในพนมเปญและเสียมราฐ ใน ส.ป.ป.ลาว มีคลินิกรักษาโรคและเสริมความงามในหลวงพระบางและเวียงจันทน์ ส่วนในเมียนมาก็มีศูนย์ส่งต่อจัดการส่งผู้ป่วยเข้ามารักษาในไทย
 
แนวโน้มนี้ดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการกีดกันทางการค้าถูกขจัดลงไปบางส่วนแล้ว ไม่ว่าจะจากการมีข้อตกลงยอมรับร่วม (MRAs) ที่ช่วยสร้างการยอมรับมาตรฐานร่วมกันในวิชาชีพ อย่าง แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์และเภสัชกร และการมีข้อบทการคุ้มครองการลงทุนใน ACIA อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของการลงทุนก็ยังมีอยู่ และมีอย่างน้อยสองประการ คือเรื่องความชัดเจนของของกฎระเบียบการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล และความขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่ธุรกิจโรงพยาบาลต้องใช้ในการ "มุ่งมั่นพัฒนา ครบวงจรการค้า เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย” ดำเนินการ
 
ในด้านกฎระเบียบการลงทุนพบว่า ในกัมพูชากฎระเบียบการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลไม่ชัดเจนและไม่มีกลไกปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากนัก การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนของรัฐมีอยู่แต่มีข้อกำหนดกำกับด้วย เช่น การลงทุนในธุรกิจโพลีคลินิกต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนเตียงต้องมีอย่างน้อย 50 เตียง นักลงทุนจึงจะได้รับการส่งเสริมจากรัฐ เป็นต้น
 
สำหรับ ส.ป.ป.ลาว ถึงแม้ว่าชาวต่างชาติจะถือครองความเป็นเจ้าของกิจการโรงพยาบาลได้ 100% โดยไม่ต้องร่วมทุนกับคนที่มีสัญชาติลาวแล้ว แต่ก็มีข้อกำหนดที่อาจสร้างปัญหาต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ต้องมีการว่าจ้างแพทย์ชาวลาวเป็นสมาชิกบอร์ดบริหารด้วย เป็นต้น
 
เมียนมาก็เช่นกันกฎระเบียบการลงทุนซับซ้อนและไม่ชัดเจน นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองก็อาจส่งผลต่อความมั่นคงของการลงทุนในประเทศได้
 
ในด้านปัจจัยการผลิตพบว่าขาดแคลนในทั้งสามประเทศ ทั้งการขาดแคลนแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่บริการเสริมอื่น ๆ เช่น การกำจัดขยะทางการแพทย์ หรือการบริการห้อง Lab เป็นต้น รวมไปถึงคุณภาพของระบบสาธารณูปโภคก็ยังไม่พร้อมกับการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลนัก เช่น ในเมียนมามีปัญหาที่ดินราคาแพงและไฟฟ้าดับเป็นประจำ (จนอาจจะทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์เสียหายได้) เป็นต้น
 
จะเห็นได้ว่าการลงทุนในกัมพูชา ส.ป.ป.ลาว และเมียนมา แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนแต่ก็มีอุปสรรคที่ล้วนแต่สร้างความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจขัดกับธรรมชาติของธุรกิจโรงพยาบาลที่ต้องการความแน่นอน เนื่องจากการลงทุนใช้งบสูงและระยะเวลาคืนทุนนาน แน่นอนว่าหากมีความไม่แน่นอนมากจนเกินไปธุรกิจก็ยังจะเลือกที่จะให้บริการแบบตั้งรับในประเทศแทน คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตแนวโน้มของการลงทุนของโรงพยาบาลไทยในกัมพูชา ส.ป.ป.ลาว และเมียนมา น่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมากนัก ในกรณีกัมพูชาโรงพยาบาลไทยที่เข้าไปแล้วมีแนวโน้มที่จะลงทุนต่อเนื่อง ในกรณี ส.ป.ป.ลาว ธุรกิจโรงพยาบาลไทยน่าจะยังไม่ลงทุนในรูปแบบโรงพยาบาล (มีการเปิดคลินิกและศูนย์ส่งต่อแล้ว)
 
การลงทุนใน ส.ป.ป.ลาว นับว่ามีความจำเป็นน้อยเพราะการเดินทางเข้ามาในไทยสะดวกสบายและตลาดยังถือว่าเล็กมาก แต่สำหรับเมียนมาแม้ว่ายังไม่มีการลงทุนในรูปแบบโรงพยาบาลแต่ก็มีการเปิดศูนย์ส่งต่อ นอกจากนี้ โรงพยาบาลเอกชนไทยยังไปตั้งคลินิกสาขาตามพื้นที่ติดชายแดนก่อนทำการส่งต่อสู่โรงพยาบาลในเครือในตัวเมือง แต่ในอนาคตเศรษฐกิจเมียนมาน่าจะเติบโตมาก จนสร้างกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งจึงมีความคิดที่จะเข้าไปในอนาคต แต่คงต้องรอให้กฎระเบียบชัดเจนมากกว่านี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีและจะได้รับการคุ้มครองที่น่าเชื่อถือ
 
หากนักลงทุนไทยต้องการเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ส.ป.ป.ลาว และเมียนมาจริง ๆ ก็คงจะต้องมีสายป่านที่ยาว มีประสบการณ์ในการบริหาร และ/หรือมีพันธมิตรธุรกิจในพื้นที่ด้วยเพราะต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ให้ได้ รัฐบาลไทยก็มีบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาลและลดอุปสรรคของการลงทุน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลการลงทุนในธุรกิจนี้ การจัดตั้งหน่วยงานวิจัยในทุกมิติที่เกี่ยวกับอาเซียน การเจรจาให้เกิดกลไกการคุ้มครองการลงทุนที่เชื่อถือได้ และการเจรจาเพื่อลดข้อกีดกัน โดยเฉพาะข้อที่จะส่งผลต่อการควบคุมคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาลไทย เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังควรศึกษาและตอบสนองต่อผลที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนนี้ด้วย ปัจจุบันองค์ความรู้ส่วนนี้ยังไม่ชัดเจนนักแต่คาดได้ว่าการลงทุนจะทำให้ประเด็นความขาดแคลนแพทย์ซับซ้อนขึ้นจนอาจส่งผลต่อการให้บริการแก่คนในประเทศ
 
 
 
ที่มา :  ASTV ผู้จัดการรายวัน

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์