หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เมียนมากับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียน

25 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 10726)

โดย  พนารัช  ปรีดากรณ์
 
 
มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก ประกอบกับอาเซียนมีนโยบายไม่แทรกแซงการเมืองภายในของประเทศสมาชิก จึงทำให้อาเซียนไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการประเทศสมาชิกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
 
เมียนมาเป็นประเทศที่ยังมีปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาครัฐมาเป็นเวลานาน และเป็นปัญหาที่ได้รับการโจมตีจากสังคมโลกมาโดยตลอด ดังปรากฏการณ์ของการที่รัฐบาลเมียนมาได้ทำการปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่เรียกร้องสิทธิปกครองตนเอง รวมทั้งมีการกดขี่ชนกลุ่มน้อย โดยไม่สนใจต่อการต่อต้านจากนานาชาติ แม้ว่าในปลายปี 2010 (พ.ศ.2553) รัฐบาลจะมีท่าทีอ่อนลงเมื่อมีการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกคุมขังมานาน แต่ยังมีนักโทษการเมืองอีกจำนวนมากที่ยังถูกคุมขัง
 
ชนกลุ่มน้อยในเมียนมา เช่น ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยง ต้องเผชิญหน้ากับการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกับกรณีของชาวโรฮิงจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่นับถือศาสนาฮินดู ได้รับการกดขี่ทั้งสิทธิในการนับถือศาสนา การกีดกันทางศึกษา การไม่ได้รับสัญชาติเมียนมา การถูกไล่ที่อยู่อาศัย ชาวโรฮิงจานับแสนจึงได้อพยพออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในบังกลาเทศ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในประเทศไทยชาวโรฮิงจาอพยพมาอาศัยอยู่ตามชายแดน เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่หลบหนีเข้ามาเมืองอย่างผิดกฎหมาย บางส่วนถูกหลอกไปใช้แรงงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง บางส่วนถูกส่งไปอยู่ในค่ายผู้อพยพที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดี บางส่วนถูกส่งกลับเมียนมา ปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาได้กลายมาเป็นปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากโดยที่รัฐบาลเมียนมาเองก็ไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ นั่นหมายความว่าปัญหาดังกล่าวได้เพิ่มประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้กับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อไม่สามารถมีวิธีรับมือหรือจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ
 
อาเซียนมีนโยบายที่เรียกว่า Constructive Engagement ซึ่งนโยบายนี้หมายถึงการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศใด ๆ โดยไม่สนใจประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมืองหรือประเด็นทางสังคมและศีลธรรม และมีหลักการสำคัญอีกประการที่ส่งเสริมนโยบายนี้ก็คือนโยบายไม่แทรกแซงเรื่องภายในของประเทศสมาชิก (non-interference) หรือที่มีผู้เรียกว่า "วิถีทางของอาเซียน” (ASEAN Way) ซึ่งเป็นกฎอีกข้อหนึ่งของอาเซียนที่ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลดทอนหรือแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประเทศตนเอง ด้วยเหตุนี้อาเซียนจึงไม่มีบทลงโทษสมาชิก ไม่มีอำนาจระงับการเป็นสมาชิก หรือตัดสิทธิ์การเป็นสมาชิก แม้ว่าในกฎบัตรอาเซียนได้มีการบัญญัติและสถาปนาค่านิยมใหม่ของอาเซียนว่าให้พิทักษ์รักษาซึ่ง (1) ประชาธิปไตย และ (2) ความมั่นคงทางมนุษย์ (Human Security) ที่รวมไปถึงความยุติธรรมทางสังคมและสิทธิมนุษยชนด้วย แต่กฎบัตรนี้ไม่ระบุบทลงโทษใด ๆ ถ้าประเทศสมาชิกละเมิดหลักดังกล่าว
 
ที่ผ่านมาอาเซียนไม่เคยออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา แต่ในระยะหลังสังคมโลกและสหประชาชาติให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนมากขึ้น อาเซียนจึงต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนในเมียนมา จึงได้ออกแถลงการณ์ตำหนิการละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอย่างใดกับเมียนมาได้ โดยเฉพาะต่อข้อเสนอในเรื่องการขับเมียนมาออกจากการเป็นสมาชิกของอาเซียน เนื่องจากในกฎบัตรอาเซียนได้ตัดมาตรานี้ออกไปแล้ว นอกเหนือจากนั้น เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่หลายประเทศในอาเซียนมีอยู่ในประเทศเมียนมาทำให้ไม่อาจใช้มาตรการคว่ำบาตรได้เช่นกัน ดังเช่นการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทยที่ประมาณร้อยละ 20 ได้จากการใช้แก๊สธรรมชาติที่นำเข้าจากเมียนมา ในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียก็มีการลงทุนจำนวนมากในเมียนมา
 
ดังนั้น อาเซียนจึงไม่มีการดำเนินการลงโทษเมียนมาอย่างรูปธรรม แม้กระทั่งกลุ่มประเทศตะวันตกเองที่เห็นช่องโอกาสจากการเปิดประเทศมากขึ้นของเมียนมา ต่างพากันลืมแนวทางการต่อต้านเมียนมาในประเด็นสิทธิมนุษยชน และดูเหมือนว่าจะหันมามีท่าทีในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากการใช้นโยบายแบบ Constructive Engagement
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์