หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> ฟิลิปปินส์ (Philippines)
ประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์

24 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 30711)

การพบซากฟอสซิสมนุษย์อายุ 50,000 ปี ที่เกาะปาลาวัน เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ว่าคนกลุ่มแรกที่มาอยู่บนเกาะนี้มาจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชียและบอร์เนียว ซึ่งทำให้นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเดิมหมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นแผ่นดินเดียวกับแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียในปัจจุบัน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของผิวโลก ทำให้แผ่นดินบางส่วนหลุดแยกออกมาจากแผ่นดินใหญ่ กลายเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่ในมหาสมุทร
 
หมู่เกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อมีชาวจีนเข้ามาทำการค้าขายในหมู่เกาะนี้ในศตวรรษที่ 10 และศตวรรษที่ 13 ชาวอาหรับนำโดยผู้นำชื่อ มักดัม (Makdam) ได้เข้ามาอยู่บนหมู่เกาะซูลู และตั้งอาณาจักรของศาสนามุสลิมขึ้นที่นั่น ในปี พ.ศ.2018 (ค.ศ.1475) ผู้นำชาวมุสลิมจากเมืองยะโฮร์ คือ ชารีฟ มูฮัมหมัด คาบุงชาวัน (Sharif Mohammed Kabungsuwan) มาแต่งงานกับเจ้าหญิง ลูกสาวของหัวหน้าเผ่าชนพื้นเมืองในมินดาเนา และได้สถาปนาตนเองเป็นสุลต่านคนแรกของมินดาเนา
 
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์เริ่มขึ้นเมื่อนักเดินเรือชาวสเปน ชื่อ เฟอร์ดินานด์ แม็กเจลแลน (Ferdinand Magellan) เดินทางมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ.2064 และประกาศยึดครองหมู่เกาะนี้เป็นอาณานิคมของราชอาณาจักรสเปน แต่ต่อมาได้ไม่นานนัก เฟอร์ดินานด์ แม็กเจลแลน ก็ถูกชาวเกาะที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสเปนฆ่าตาย ในปี พ.ศ.2086 รุย โลเปซ เดอ บิยาโลโบส์ (Ruy Lopez de Villalobos) มาถึง และได้ตั้งชื่อเกาะนี้ว่า Filipinas ตามพระนามของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ 2 ของสเปน สเปนรุกคืบเข้าครอบครอบอธิปไตยเหนือหมู่เกาะทีละส่วน จนกระทั่งปี พ.ศ.2114 ก็มีอำนาจเหนือหมู่เกาะฟิลิปปินส์ทั้งหมด ยกเว้นหมู่เกาะซูลูที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม
 
ชาวฟิลิปปินส์พยายามต่อสู่กับสเปนเพื่อเอกราชตลอดเวลา แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนถึงศตวรรษที่ 19 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับสเปนฟิลิปปินส์ได้เข้าร่วมรบกับฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้ชัยชนะ นายพลอากีนัลโด (General Aguinaldo) ถือโอกาสนั้นประกาศอิสรภาพให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศเอกราช แต่ความจริงอำนาจอยู่ในมือของผู้ชนะสงคราม สหรัฐอเมริกาชนะสงครามสเปนทั้งในคิวบาและฟิลิปปินส์ แต่ติดที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกาเองที่ห้ามการสร้างอาณานิคมที่ได้จากการรุกรานทางทหาร สหรัฐอเมริกาจึงต้องจ่ายเงินซื้อฟิลิปปินส์มาจากสเปนด้วยเงิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และแม้ว่าอเมริกาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองใหม่ของฟิลิปปินส์ แต่สหรัฐอเมริกาก็ตระหนักดีว่าชาวฟิลิปปินส์ต้องการเป็นประเทศเอกราช จึงผ่อนปรนให้ฟิลิปปินส์มีการปกครองของตนเอง โดยสหรัฐอเมริกายังมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะอยู่ในปี พ.ศ.2478 มานูเอล กีซอน (Manuel Quizon) ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของเครือรัฐฟิลิปปินส์ (The Philippines Commonwealth) ซึ่งเป็นประเทศในอาณัติปกครองของสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นก้าวแรกของการปลดปล่อยฟิลิปปินส์ให้เป็นอิสระด้วยการปกครองตนเอง
 
 
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟิลิปปินส์ถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองฟิลิปปินส์เข้ายึดครอง ฟิลิปปินส์ต้องกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างกองทัพพันธมิตรกับกองทัพญี่ปุ่น ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงสหรัฐอเมริกาก็กลับเข้ามามีอิทธิพลในฟิลิปปินส์อีกครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ.2489 ฟิลิปปินส์จึงได้รับเอกราช อย่างแท้จริง และมีประธานาธิบดีอีกหลายคนที่เด่นๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี เช่น ประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ เป็นผู้นำที่ใจซื่อ มือสะอาด กล้าหาญเข้าถึงประชาชน ถึงแก่อสัญกรรมจากเครื่องบนตก มีประชาชนเข้าร่วมงานศพของประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ถึง 2 ล้านคน และเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน จึงมีการตั้ง "รางวัลแมกไซไซ” ที่มอบให้ผู้ทำความดีในแถบเอเชีย
และอีกหนึ่งประธานาธิบดีที่ต้องกล่าวคือ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Margos) เป็นผู้นำที่ปกครองฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 จนสิ้นสุดในปี พ.ศ.2529 โดยในช่วง 4 ปีแรกของการปกครองประธานาธิบดีมาร์กอส นำความเจริญมาสู่ประเทศเป็นอย่างมาก แต่การเลือกตั้งครั้งที่ 2 พบว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก ทั้งในช่วงดังกล่าวมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำประชาชนเดินขบวนประท้วงรายวัน ประธานาธิบดีมาร์กอสจึงฉวยโอกาสประกาศกฎอัยการศึกในปี พ.ศ.2515 เพื่อปกครองฟิลิปปินส์ และต่อมาได้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย จากการประกาศกฎอัยการศึกทำให้มีการจับกุมตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้าคุก และมีการสั่งปิดสื่ออิสระ แม้ว่าต่อมาประธานาธิบดีมาร์กอสมีการจัดตั้งรัฐสภา แต่อำนาจยังคงอยู่ในมือของประธานาธิบดีมาร์กอส สมาชิกในครอบครัว และพวกพ้อง จนปี พ.ศ.2526 เกิดเหตุการณ์สังหารนายเบนนิโย (นินอย) อาคีโน (Benigno "Ninoy” Aquino) ผู้นำการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่สนามบินนานาชาติในกรุงมะนิลา รวมทั้งมีการกล่าวหาว่าประธานาธิบดีมาร์กอสทุจริตคอรัปชั่นและโกงการเลือกตั้ง จากเหตุการณ์นี้เองทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงขับไล่ให้ออกจากตำแหน่ง จนประธานาธิบดีมาร์กอสถูกโค่นล้มอำนาจต้องพาครอบครัวหนีไปฮาวาย และต่อมารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการธรรมาภิบาล” ติดตามทรัพย์สินที่มาร์กอสโกงประเทศไป ซึ่งจากการแถลงข่าวของนายแอนแดรส โบติสตา ประธานกรรมาธิการธรรมาภิบาลว่าสามารถติดตามยึดเงินของประธานาธิบดีมาร์กอสที่ฝากไว้ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้อีก 870 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถนำเงินคืนมาจากมาร์กอสได้แล้ว 120,000,000 บาท
ประธานาธิบดีคอราซอน อาคีโน (พ.ศ.2529-2535) ภรรยาหม้ายของนายอาคีโนที่ถูกลอบสังหารชนะการเลือกตั้ง พยายามนำพาประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ติดปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน รัฐบาลของประธานาธิบดีอาคีโนถูกปฏิบัติถึง 7 ครั้ง ในช่วงเวลา 6 ปี ที่เป็นผู้นำประเทศ และนายพลฟิเดล รามอสในฐานะรองประธานาธิบดีช่วยให้รอดวิกฤตได้ทุกครั้ง
ประธานาธิบดีฟิเดล รามอส (พ.ศ.2535-2541) มีนโยบายในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้มั่นคงจากการพัฒนาคนที่เรียกว่า นโยบาย "วิสัยทัศน์ ปี 2543 หรือ Vission 2000” ซึ่งประกอบด้วยแนวนโยบาย ดังนี้
1) การมอบอำนาจให้ประชาชนในการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยนำข้อสรุปของชุมชนเสนอให้รัฐเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
2) การทูตเพื่อการพัฒนา เน้นการเจรจาเพื่อดึงดูดการลงทุน
3) ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
4) การเปิดฐานทัพเรือที่อ่าวซูริกเป็นเขตการส่งออก
 
จากนโยบายต่างๆ ทำให้ฟิลิปปินส์ในสมัยของประธานาธิบดีรามอสสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 มาได้
ประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา (พ.ศ.2541-2543) จากดาราภาพยนตร์ที่คนชื่นชอบ มาพร้อมกับนโยบายเพื่อคนจนหรือประชานิยม ทำให้ชนะการเลือกตั้งแบบท้วมท้น แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 ปี ก็ต้องตกม้าตายด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น และถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก จึงเป็นการเสริมส่งให้รองประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย เข้าดำรงตำแหน่งแทน
ประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย (พ.ศ.2544-2547 และ พ.ศ.2547-2553) สร้างนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่มภาษี ลดการก่ออาชญากรรมและต่อต้านการก่อการร้าย จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของตนเอง แม้ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็มีเสียงครหาว่าไม่โปร่งใสทำให้ความนิยมต่อประธานาธิบดีอาร์โรโยลดลง ก่อให้เกิดการประท้วงของประชาชน จนมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยมีการจับกุมผู้นำฝ่ายค้านไว้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประธานาธิบดีอาร์โรโย ถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น โกงการเลือกตั้ง สังหารหมู่ประชาชน
ประธานาธิบดีปัจจุบัน นายเบนิกโน เอส.อากีโน ที่ 3 (พ.ศ.2553-2559) จากพรรคลิเบอร์รัล (Liberal Party of the Philippines:LP) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 15 ของประเทศ พร้อมกับนายเจโจมาร์ บิไนย์ (Jejomar Binay) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมากาตี ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี โดยทั้งสองได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553
 
โดยรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายเบนิกโนมุ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารประเทศ การปราบปรามคอร์รัปชั่น และแก้ไขปัญหาความยากจน ทำให้รัฐบาลชุดนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนค่อนข้างยาก นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างกฎระเบียบด้านงบประมาณและการปรับปรุงระบบการศึกษาด้วย
 
 
 
โดย สำนักงาน ก.พ.

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์