หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อาเซียนกับความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม

24 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 19796)
 

                        

การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2558 สร้างความตื่นตัวให้กับภาครัฐและภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง นักวิชาการหลายท่านได้คาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอาเซียน 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์และพลังงาน (2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านกฎระเบียบและกฎหมาย ซึ่งต้องมีการแก้ไขให้เป็นไปตามพันธกรณีของประเทศสมาชิกที่มีอยู่ภายใต้กรอบอาเซียนและต้องกำหนดข้อยอมรับร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อให้เป้าหมายของการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียนประสบความสำเร็จมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ด้าน ส่งผลดีต่อการขยายตัวของการค้า การบริการ และการลงทุนของอาเซียน แต่อาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตและการบริโภคมากขึ้นซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติต่ออาเซียนในระยะยาว แม้ว่าประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC) หนึ่งในเสาหลักของประชาคมอาเซียนได้กำหนดให้ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) เป็นหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และรายงานการประเมินผลครึ่งแผนของแผนการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Mid-Term Review of the ASEAN Socio-Cultural Community) ชี้ให้เห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีระดับความก้าวหน้าตามแผนของอาเซียนในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นที่น่าพอใจ โดย Environmental Performance Index(EPI) ของประเทศสมาชิกอาเซียนมีการขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
 
แต่หากพิจารณาตัวชี้วัดตามแผนดังกล่าวพบว่า ยุทธศาสตร์ในการบรรลุความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเน้น "ส่งเสริม" การรักษาสิ่งแวดล้อม และ "ตอบสนอง" ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าการกำหนดตัวชี้วัดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม อาทิ การกำหนดคุณภาพแหล่งน้ำสาธารณะ วิธีการจัดการขยะและของเสียอันตราย และสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
 
      
 
นอกจากนี้ เมื่อสำรวจสถานภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศสมาชิกอาเซียนพบว่า พื้นที่ป่าไม้ของอาเซียนลดลงจากร้อยละ 55 ในปี 2543 เหลือเพียงร้อยละ 42.7 ในปี 2550 ด้านทรัพยากรดินเกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดินจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมและการปนเปื้อนของสารพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี และมีการบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งนำมาสู่ปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินและภัยพิบัติทางธรรมชาติในที่สุด ทั้งนี้ อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงถึงร้อยละ 20 ของโลก แต่พันธุ์พืชและสิ่งมีชีวิตในประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กลับถูกคุกคามเป็นจำนวนมากที่สุด ตลอดจนปัญหาหมอกควันซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน
 
   
 
แม้ว่าอาเซียนจะสามารถบรรลุ "ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควัน" (ASEAN Agreement on Trans boundary Haze Pollution : AATHP) ตั้งแต่ปี 2545 แต่อินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหมอกควันข้ามพรมแดนที่สำคัญกลับให้สัตยาบัน ความตกลงดังกล่าวเมื่อปี 2557 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลังเลของอินโดนีเซียในการจัดการปัญหาหมอกควันอย่างจริงจัง เมื่อพิจารณากฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายภายในประเทศสมาชิกที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนมีระดับความครอบคลุมและความเข้มงวดของกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
 
        
 
โดยบรูไนไม่ได้กำหนดกรอบกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมไว้โดยตรง แต่ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจะปรากฏในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
 
กัมพูชากำหนดกรอบแนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมไว้ในรัฐธรรมนูญและกำหนดหน้าที่ของรัฐบาลในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีการประกาศใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ กฎหมายที่ดินและกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติ
 
สปป.ลาว ประกาศใช้กฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนดการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท
 
เมียนมามีกฎหมายควบคุมโรงงาน กฎหมายด้านสุขอนามัยของสาธารณชน กฎหมายป่าไม้ การอนุรักษ์สัตว์ป่า กฎหมายเหมืองแร่ และกรอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
 
สิงคโปร์ มีรัฐบัญญัติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมสูงถึง 30 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมการควบคุมมลภาวะทางน้ำ อากาศ การเคลื่อนย้ายขยะมีพิษ การจราจร การวางแผนและการจัดการการใช้พื้นที่ การควบคุมการก่อสร้าง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและครอบคลุมถึงการสาธารณสุข
 
ในส่วนประเทศไทยมีการกำหนดนโยบายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับ รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำทิ้งจากอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม มาตรฐานคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และสารพิษพร้อมทั้งกำหนดการควบคุมมลภาวะด้านต่าง ๆ
 
กลไกของกฎหมายภายในประเทศสมาชิกอาเซียนที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งหากเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในปลายปี 2558 ย่อมส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายทุนที่เสรีมากขึ้น นักลงทุนจำนวนมากจะมุ่งขยายการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่มีการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดน้อยกว่า เช่น สปป.ลาว และเมียนมา ย่อมส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและปริมาณมลพิษโดยรวมของภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น อาเซียนจึงควรเร่งพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จริงจังและมีผลเป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติมากกว่ายุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมเดิมที่เน้นการสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีผลผูกพันและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปลายเหตุ
 
 
 
 
ปภาวดี ธโนดมเดช
นักวิจัย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์