หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อาเซียนดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศแซงหน้าจีน 2 ปีซ้อน

23 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 2148)

อาเซียนอินเวสเตอร์รายงานสถิติด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment - FDI) ระบุว่า เขตเศรษฐกิจใหญ่ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน สามารถดึงเงินลงทุนจากต่างชาติโดยตรงรวมกันได้มากกว่าประเทศจีน เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอความร้อนแรงลง อย่างไรก็ตาม เมื่อดูสถิติรายประเทศ จำนวนเงินที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตลอดจนระดับการพัฒนาด้านสาธารณูปโภค และต้นทุนในการทำธุรกิจ
 
โดยสถิติจากธอมป์สัน รอยเตอร์ส ระบุว่า FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาสูงถึงราว 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าจำนวน FDI ที่เข้าไปลงทุนในจีนเพียง 119,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในปี 2556 มี FDI ไหลเข้าสู่อาเซียนราว 122,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าจีน ที่ได้รับ FDI เพียง $117,590 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
โดยการลงทุนในฟิลิปปินส์ขยายตัวเร็วที่สุดที่ 66% ส่วนอินโดนีเซีย เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนมีการขยายตัวของ FDI ราว 10% ขณะที่ FDI ที่ไหลมายังประเทศไทยมีอัตราลดลง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
 
นอกจากนี้ ภาคการผลิตของจีนที่ยังคงมีปัญหา ทำให้นักลงทุนชาวจีนเลือกเดินทางไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และหาตลาดใหม่เพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น
 
นายแดน มาร์ติน นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียจากแคปิตอล อิโคโนมิกส์ ระบุว่า "ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน ทำให้ผู้ผลิตที่เน้นการผลิตโดยใช้แรงงานต้องมองหาแหล่งลงทุนใหม่ เพื่อลดต้นทุนทางการผลิต ซึ่งเวียดนามและฟิลิปปินส์ต่างมีศักยภาพในด้านนี้ นอกจากนี้ อาเซียนเองก็เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีโอกาสเติบโตสูงมาก และโดดเด่นมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว"
 
ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย สามารถดึงนักลงทุนได้มาก เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะแก่การลงทุน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2559 นี้อาจทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอตัว ส่วนอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก็มีนักลงทุนมุ่งหน้าเข้าไปลงทุนมากเช่นเดียวกัน อันเป็นอานิสงส์จากราคาโภคภัณฑ์ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังต้องพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมากเพื่อแข่งขันกับไทย ในเรื่องการเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค
 
 
 
 
ข้อมูล :  ประชาชาติธุรกิจ
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์