หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อาหาร-เครื่องดื่มไทยมีโอกาสรุ่งในตลาด "CLMVI"

15 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 4636)

 
อาหาร และเครื่องดื่ม ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของไทย และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยศักยภาพในการแข่งขันที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้สร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งนอกเหนือจากสหรัฐและยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกหลักแล้ว ตลาดในภูมิภาคอาเซียนเองก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยไม่แพ้กัน
 
ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนามและอินโดนีเซีย ถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการไทยในการขยายมูลค่าการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 10% หรือประมาณ 200,000 ล้านบาทของมูลค่านำเข้าอาหารทั้งหมดในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจัยบวกในอาเซียน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด จำนวนผู้บริโภคที่สูงกว่า 600 ล้านคน และการเพิ่มขึ้นของประชากรในกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อมากขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในภูมิภาคนี้
 
ในงานสัมมนา "Breakthrough the taste of success with partnership building" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ น.ส.ฉี ลี ผู้ช่วยผู้อำนวยการส่วนพัฒนาองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์ธุรกิจข้ามประเทศ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่า ไทยมีศักยภาพสูงด้านการส่งออกอาหาร ที่ผ่านมาปี 2556 ไทยส่งออกอาหารได้มากที่สุดในอาเซียน ราว 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์ รองมาคือ สิงคโปร์ ประมาณ 7.9 พันล้านดอลลาร์
 
ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย สามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอันดับ 2 คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสิงคโปร์ที่ครองอันดับหนึ่ง ส่งออกได้มากถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไทยจะส่งออกเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และแอลกอฮอล์ ไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยอย่าง เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา
 
ตลาดเมียนมามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากรัฐบาลวางแผนจะเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อเดือนของประชากรจากเดิม 50,000 จ๊าด ให้เป็น 80,000-100,000 จ๊าดซึ่งหมายถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นแล้ว เมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นจาก 3.5 ล้านคนในปี 2557 เป็น 7.5 ล้านคนในปี 2563 ยิ่งไปกว่านั้น กว่า 80% ของเครื่องดื่มในเมียนมานิยมนำเข้าจากไทย เพราะชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ จึงเป็นโอกาสของผู้ประการไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวในเมียนมา
 
ส่วนกัมพูชา แม้ยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ แต่สำหรับการพัฒนาประเทศถือว่าน่าสนใจ ด้วยนโยบายการพัฒนาประเทศของ      ฮุน เซน ที่มุ่งมั่นเรื่องการพัฒนาด้านโลจิสติกส์กับไทยและลดความยากจนของประชาชน ด้วยการเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อเดือนจากเดิมที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เป็น 130 ดอลลาร์ในปี 2562 อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่กว่า 70% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ฉะนั้นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยเป็นเป้าหมายสำคัญต่อการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะเครื่องดื่มโคคา-โคล่า ที่เป็นที่นิยมของชาวกัมพูชา
 
แต่ผลสำรวจที่ผ่านมาแสดงความน่ากังวลว่า แม้กัมพูชามีพรมแดนติดกับไทย แต่กลับนำเข้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์จากมาเลเซียถึง 57% ดังนั้น โอกาสที่ไทยจะรุกตลาดกัมพูชามากขึ้น โดยใช้ข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง
 
สำหรับตลาด สปป.ลาว   ด้วยวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับชาวไทยในภาคอีสาน ทำให้ชาวลาวนิยมใช้เครื่องปรุงรสของไทยในการประกอบอาหาร ซึ่งปีที่แล้วไทยส่งออกเครื่องปรุงรสไปยังลาวมากกว่า 65 ล้านดอลลาร์ และกว่า 50 ล้านดอลลาร์เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งลาวนำเข้าจากไทยเพียงประเทศเดียว บวกกับปัจจัยด้านประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ถึง 50% ของประชากรทั้งประเทศ และสัดส่วนประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มจาก 39% เป็น 43% ในปี 2562
 
นอกจากนี้ ตลาดเวียดนาม จุดหมายที่นักลงทุนไทยไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดในเวลานี้ ด้วยกลุ่มคนชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงขึ้นและอาศัยอยู่ในเขตเมือง สะท้อนถึงกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ขยายตัวมากขึ้น โดยนายสุรศักดิ์ เอี่ยมสำอางค์ รองกรรมการผู้จัดการ บจก.รอแยลฟู้ดส์ เล่าถึงประสบการณ์ตรงถึงการขยายตลาดปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศว่า
เป็นความท้าทายมาก เพราะคนเวียดนามไม่มีใครรู้จักปลากระป๋อง และไม่รู้ว่าทานแบบใดได้บ้าง ดังนั้นจึงต้องอธิบายกับคู่ค้าชาวเวียดนามถึงวิธีการรับประทานว่าสามารถกินกับขนมปังฝรั่งเศส หรือข้าวสวย และไม่นานสินค้าก็เริ่มติดตลาด แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ถูกก๊อบปี้สินค้าจากบริษัทท้องถิ่น ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะกฎหมายเวียดนามยังไม่ครอบคลุมถึงนักลงทุนต่างชาติ และการมีคู่ค้าที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ
 
ข้ามมายังอินโดนีเซีย ตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน บวกกับกลุ่มคนชนชั้นกลางที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มจะขยายเพิ่มอีก 141 ล้านคนในปี 2563 รายได้ต่อหัวต่อเดือนที่จะถูกปรับเพิ่มเป็น 380 ดอลลาร์ภายในปี 2562 ถือเป็นตลาดที่ไทยควรคว้าโอกาส ซึ่งองค์กรรับรองระบบมาตรฐานฮาลาล (HAB) และหน่วยตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฮาลาล (HCB) พยายามสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้าไทยให้ได้การยอมรับมากขึ้น ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นสินค้าไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซีย
 
น.ส.ฉี ลี มองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ชาดำ และกาแฟ มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปขยายตลาดอินโดนีเซีย แต่ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าฮาลาลถูกต้องตามมาตรฐานของอินโดนีเซียด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังไม่กล้าที่จะเสี่ยงกับการขยายตลาดในอาเซียน เพราะมีความรู้ด้านกฎระเบียบของแต่ละประเทศน้อย และขาดความเข้าใจในพฤติกรรมการบริโภค ทำให้ขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ ละประเทศ รวมถึงปัญหาด้านภาษีศุลกากรที่แม้จะลดบทบาทลงไปมาก แต่หลายประเทศในอาเซียนยังมีอุปสรรคด้านการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แต่ถ้าผู้ประกอบการไทยลงมือศึกษาอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่จะได้รับกลับมาน่าจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน
 
 
ข้อมูล : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
 
 
 
 

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์