หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย : ผลกระทบและมาตรการแก้ไขเยียวยาบางประการของไทย

15 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 1890)
 
โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
                    
 
เมื่อปี 2002 (พ.ศ.2545) ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดีย เห็นชอบให้มีการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย และในปี 2003 (พ.ศ.2546) ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ (Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and India) ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเป็นกรอบแนวทางและแผนงานในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียที่จะครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และกลไกระงับข้อพิพาท รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในการอำนวยทางการค้า ซึ่งได้เริ่มเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเป็นฉบับแรก และเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2004 (พ.ศ.2547) โดยมีการเจรจาอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง จึงสามารถบรรลุข้อตกลงการลดและยกเลิกภาษีศุลกากร และจัดทำความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า รวมทั้งเอกสารประกอบเสร็จสิ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008 (พ.ศ.2551) ซึ่งใช้ระยะเวลาเจรจาเปิดเสรีภาคสินค้ารวม 4 ปี 8 เดือน
 
ต่อมาได้มีการลงนามความตกลงดังกล่าวและเอกสารที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2009 (พ.ศ.2552) ทำให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2010 (พ.ศ.2553) ในการลดภาษีระหว่างอินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขณะที่ประเทศอาเซียนที่เหลือความตกลงมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2010 (พ.ศ.2553) โดยอินเดียตั้งเป้าหมายจะยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าโดยรวมประมาณร้อยละ 80 ของรายการสินค้า ภายในปี 2016 (พ.ศ.2559) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย บรูไนฯ อินโดนีเซีย สิงคโปร์) ก่อนจะดำเนินการดังกล่าวกับประเทศฟิลิปปินส์ ภายในปี 2019 (พ.ศ.2562) และประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ภายในปี 2021 (พ.ศ.2564)
 
สำหรับการตกลงว่าด้วยการค้าสินค้านั้นได้มีการเจรจาลดภาษี โดยมีการจัดกลุ่มสินค้าไว้ ดังนี้
1. Normal Track (NT) จะเป็นการลดภาษีสินค้ารวมทั้งสิ้นร้อยละ 80 ของพิกัดศุลกากร 6 หลักและมีมูลค่าอย่างน้อยมากกว่าร้อยละ 75 ของมูลค่านำเข้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ NT1 ลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2012 (พ.ศ.2555) มีจำนวนทั้งสิ้น 7,775 รายการ (ประมาณร้อยละ 63.9 ของพิกัดศุลกากร) และ NT2 ลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2015 (พ.ศ.2558) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,252 รายการ (ประมาณร้อยละ 10.3 ของพิกัดศุลกากร)
 
2. Sensitive List (SL) มีจำนวน 1,805 รายการ (ประมาณร้อยละ 14.8 ของพิกัดศุลกากร) โดยจัดแบ่งเป็น ST1 จะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2015 (พ.ศ.2558) และ ST2 สำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งจะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2018 (พ.ศ.2561)
 
3. Highly Sensitive List (HSL) กำหนดให้ไม่เกินกว่ามูลค่านำเข้าที่ HSL ของอินเดียมีผลกระทบรายประเทศ และจะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ในระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้ อินเดียจะลดภาษี HSL จำนวน 40 รายการ โดยทั้งนี้การลดภาษีระหว่างอินเดียกับฟิลิปปินส์จะใช้เวลานานกว่าการลดภาษีระหว่างอาเซียน 5 (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) เป็นเวลา 3 ปี สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV ได้รับการผ่อนผันระยะเวลาลดภาษีนานขึ้นเป็น 5 ปี
 
4. Exclusive List (EL) มีจำนวนไม่เกิน 1,297 รายการ (ประมาณร้อยละ 14.8 ของพิกัดศุลกากร) โดยจะทบทวนรายการสินค้าในกลุ่มนี้ทุกปี เพื่อปรับปรุงระดับการเปิดตลาดภายใต้ความตกลงนี้
 
หากพิจารณาถึงผลกระทบของการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียต่อเศรษฐกิจของไทยพบว่า โดยภาพรวมมีผลทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 12,000 พันล้านบาท ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ และอะลูมิเนียม สำหรับสินค้าเกษตรคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีครั้งนี้มากนัก เนื่องจากทั้งไทยและอินเดียมีมาตรการปกป้องระหว่างกันในระดับสูงอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมบางสาขาอาจได้รับผลกระทบในเชิงลบ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์โลหะ
 
สำหรับอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบเชิงลบนั้น รัฐบาลไทยได้มีการกำหนดกรอบนโยบายการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิต และการเปลี่ยนประเภทการผลิตไปสู่สินค้าประเภทใหม่ อีกทั้งยังมีการใช้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการจัดตั้งกองทุน 2 กองทุน คือ กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กองทุนปรับโครงสร้าง) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 โดยกำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า (กองทุนเอฟทีเอ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 โดยกำหนดให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ และได้มีการอนุมัติโครงการช่วยเหลือไปบ้างแล้ว
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์