หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค : ความเป็นมาและการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

15 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 3129)

โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
 
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) คือความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาคที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนกับ 6 ประเทศนอกภูมิภาค ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ เริ่มจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2006 (พ.ศ.2549) ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (The ASEAN Economic Ministers and the Minister for Economy, Trade and Industry : AEM-METI) และ AEM+3 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้เสนอให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญภาควิชาการของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับ 6 ประเทศ (Comprehensive Economic Partnership in East Asia : CEPEA)
 
ต่อมาในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS) ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการศึกษาในประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยประเทศญี่ปุ่นรับหน้าที่ในการจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการตัวแทนของแต่ละประเทศ ซึ่งได้ประชุมและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมร่วมกันหลายครั้งในช่วงระหว่างปี 2008 - 2009 (พ.ศ.2551-2552) และได้ข้อสรุปว่า CEPEA ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศสมาชิก มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
 
กลุ่มประเทศอาเซียน+6 กำลังผลักดันการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งในปี 2011 (พ.ศ.2554) ผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารกรอบอาเซียนสำหรับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (ASEAN Framework for Regional Comprehensive Economic Partnership) เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะจัดทำความตกลง RCEP ซึ่งมีอาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มของภูมิภาค ต่อมาในปี 2012 (พ.ศ.2555) รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน+6 ได้รับรองเอกสารว่าด้วยหลักการทั่วไปและวัตถุประสงค์การเจรจา (Guiding Principles and Objectives for Negotiating the Regional Comprehensive Economic Partnership) อีกทั้งได้ออกปฏิญญาร่วมว่าด้วยการประกาศการเริ่มเจรจาจัดทำความตกลง RCEP (Joint Declaration on the Launch of Negotiations for the Regional Comprehensive Economic Partnership) ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 21 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการประกาศให้เริ่มการเจรจา RCEP ในปี 2013 (พ.ศ.2556) และให้แล้วเสร็จภายในปี 2015 (พ.ศ.2558)
 
ในด้านความคืบหน้าของการเจรจานั้น สามารถแยกเป็น 2 ระดับ คือ
(1) การประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน+6 ซึ่งมีการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งล่าสุดเป็นการประชุม ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2014 (พ.ศ.2557) ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา และ
 
(2) การประชุมระดับคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP (RCEP-Trade Negotiating Committee : RCEP-TNC) ซึ่งได้ประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2013 (พ.ศ.2556) ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน
 
และได้มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม RCEP-TNC ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 4 - 13 กุมภาพันธ์ 2015 (พ.ศ. 2558) โดยเป็นการประชุมในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในเรื่องการลดภาษีสินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานสินค้า และการค้าบริการ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง E-Commerce การสนับสนุน SMEs และมีการประชุมหารือกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องมีการตกลงกัน ได้แก่ วิธีการลดภาษีสินค้ากลุ่มแรก วิธีการจัดทำข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้า บริการ และการลงทุน ทั้งนี้ มีประเด็นที่เริ่มเจรจาแล้วและต้องเจรจาต่อเนื่องโดยได้จัดประชุมเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 1 - 2 เมษายน 2015 (พ.ศ.2558) ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ในระดับคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP เพื่อหาข้อสรุปประเด็นติดค้างในรูปแบบการเปิดตลาดสินค้าและการค้าบริการ เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการจัดประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า RCEP ครั้งที่ 8 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 13 เดือนมิถุนายน 2015 (พ.ศ. 2558) ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
 
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย มีการศึกษาลงรายสาขาการผลิต 10 สาขา ระบุว่า หากมีการเปิดเสรีอย่างแต็มที่แล้ว ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางบวก 7 สาขา คือ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ อัญมณี และปิโตรเคมี ซึ่งผลกระทบจะมีระดับมากน้อยแตกต่างกันไปตามรายสาขา นอกจากนี้อีก 2 สาขา คือ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดว่าจะเกิดการค้าแบบ 2 ทิศทาง คือมีการส่งออกและนำเข้าเพิ่มขึ้น และประเทศไทยน่าจะได้รับผลประโยชน์สุทธิ ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กคาดว่าจะไม่เกิดผลกระทบในทางลบเพิ่มมากนักเนื่องจากได้มีการเปิดเสรีตามข้อตกลงอื่นไปแล้ว
 
ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับความตกลง RCEP คือ การที่เป็นพัฒนาการมาจากความตกลงของอาเซียนเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 ฉบับ 6 ประเทศ (หรือเรียกว่า ASEAN+1) ได้แก่ อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย และ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทั้งนี้ เพื่อให้ RCEP เป็นความตกลงที่มีความทันสมัย ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม และที่สำคัญเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก (Global Supply Chain) ที่ครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน มาตรการการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการค้า การลงทุน โดยเป้าหมายสำคัญของ RCEP คือ มีกรอบการเจรจาในด้านต่าง ๆ ที่ครอบคลุมประเด็นความตกลงที่กว้างขึ้นในทุกด้าน กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าจะต้องสะท้อนความเป็น Global Supply Chain ให้ได้ มีการลดกฎระเบียบด้านการค้าสินค้าและการค้าบริหารให้มากที่สุด การเปิดเสรีการลงทุนให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันทางการลงทุน การส่งเสริมและการคุ้มครองการเปิดเสรี และการเจรจาจะต้องมีประโยชน์ต่อทุกประเทศและดีกว่าผลของ ASEAN+1 เอง จึงทำให้ความตกลง RCEP เป็นการบูรณาการความตกลงต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ตกลงกันมาแล้วและพบว่ามีความซับซ้อน ให้กลายมาเป็นความตกลงใหม่ที่มีความชัดเจน ครอบคลุม ไม่ซ้ำซ้อนกันไปมา เนื่องจากมีการใช้กฎระเบียบเดียวกันทั้งหมด จึงถือเป็นการขยายการเปิดเสรีการค้าให้กว้างขึ้นเพื่อก้าวไปสู่การค้าเสรีพหุภาคี (Multilateral Trade Liberalization) ในที่สุด
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์