หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
โอกาสธุรกิจท่องเที่ยวไทยในกัมพูชา

10 มิถุนายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 5153)

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือได้ว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างมากและยังเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอันดับต้น ๆ ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างเงินและงานให้กับประเทศอย่างมาก ปี 2015 IMF ได้คาดการณ์ว่า GDP ของกัมพูชาอยู่ที่ 17,000 ล้านเหรียญ (ไทยมี GDP 386,000 ล้านเหรียญ) นักท่องเที่ยวเข้ามาในกัมพูชา 5 ล้านคน ในปี 2020 รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 7 ล้านคน (ตามเป้าหมายของ Strategic Plan 2011 - 2020) แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในกัมพูชาประเมินว่าในปี 2020 นักท่องเที่ยวจะเข้ามากัมพูชาถึง 10 ล้านคน สามารถสร้างรายได้ 4,000 ล้านเหรียญต่อปี
 
ในปี 2014 รายได้จากการท่องเที่ยวของกัมพูชาเท่ากับ 3,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท (นักธุรกิจท่องเที่ยวในกัมพูชาประเมินว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 2 แสนล้านบาท) คิดเป็น 18% ของ GDP (ปี 2014 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย 25 ล้านคน สร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท) และก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมด 2 ล้านคน เฉพาะการจ้างงานในธุรกิจโรงแรมมีจำนวน 4 แสนคน ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นอันดับหนึ่งในกัมพูชาคือเวียดนาม จำนวน 9 แสนคน (เพราะมีข้อตกลงระหว่างกัมพูชากับเวียดนามในเรื่องจำนวนโควต้ารถบัสขนส่งผู้โดยสารที่ไม่ต้องเปลี่ยนรถคันใหม่) จีนจำนวน 6 แสนคนลาวจำนวน 5 แสนคน เกาหลีจำนวน 4.5 แสนคน และไทยจำนวน 3 แสนคน
 
สำหรับจุดขายด้านการท่องเที่ยวกัมพูชาเหมือนกับประเทศไทยคือต้องการนำเสนอ "วัฒนธรรมและขนมธรรมเนียมประเพณีโบราณสถานและธรรมชาติ" แต่ที่กัมพูชาต้องการเน้นมาก ๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมีสโลแกนว่า "Clean City Clean Resort and Good Service" หากเป็นคำที่ให้รณรงค์ในการท่องเที่ยวคือ "Kingdom of Wonder" โดยมีจุดขายที่สำคัญอยู่ 4 จุด คือ หนึ่งจังหวัดเสียมเรียบที่มีนครวัดอยู่ (Angkor Wat) ห่างจากชายแดนอรัญประเทศ 154 กิโลเมตร ห่างจากกรุงพนมเปญ 314 กิโลเมตร จังหวัดเสียมเรียบ (Siem Reap) เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกัมพูชาอย่างนครวัด (มีอายุมากกว่า 900 ปี) นครธม (มีอายุมากว่า 800 ปี) ปราสาทหินและโบราณสถานสมัยอาณาจักรขอมโบราณรุ่งเรืองที่ล้วนแล้วแต่เป็นแม่เหล็กที่สำคัญ ในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เพราะปราสาทต่าง ๆ ในจังหวัดเสียมเรียบถือได้ว่า "มีความงดงามที่ด้านวัฒนธรรมของกัมพูชาสมัยโบราณอย่างน่าทึ่ง" จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจึงได้ถูกขึ้นเป็น "มรดกโลกและสิ่งมหัศจรรย์ของโลก"
 
อาจจะกล่าวได้ว่าจังหวัดเสียมเรียบเป็นแหล่งรวมประสาทเกือบ 200 ประสาท และจากผลสำรวจเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชียประจาปี 2557 ของนิตยสารทราเวลแอนด์เลเชอร์ (Travel & Leisure) นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาพบว่า "เสียมเรียบ" ได้อันดับที่ 2 รองจากเมืองเกียวโตของญี่ปุ่น จังหวัดเสียมเรียมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละ 3.5 ล้านคน แหล่งท่องเที่ยวอันดับที่สองของกัมพูชาคือชายฝั่งทะเลทางใต้บริเวณจังหวัดเกาะกง (Koh Kong) สีหนุวิล (Sihaniville) และกาบต (Kampot) และได้ขึ้นเป็นสมาชิกของ "the Most Beautiful Bay in the World Club" มีนักท่องเที่ยวปีละ 1.3 ล้านคน สถานที่ท่องเที่ยวอันดับที่สาม คือ กรุงพนมเปญนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวปีละ 8 แสนคน
 
จากข้อมูลข้างต้นสามารถมองเห็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ เช่น ธุรกิจโรงแรม พื้นที่ที่ควรจะลงไปลงทุนคือจังหวัดเสียมเรียบ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวและเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาเที่ยวในกัมพูชา การไม่ได้ไปเที่ยวและชมปราสาทหินต่าง ๆ ในจังหวัดถือว่ายังไปไม่ถึงกัมพูชา ฉะนั้นจังหวัดเสียมเรียบจึงมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและที่เที่ยวอย่างมาก โรงแรมที่สามารถดำเนินธุรกิจได้คือโรงแรมระดับสามดาวขึ้นไป แต่หากเข้าไปช้ากว่านี้จะทำให้โรงแรมแบรนด์ดัง ๆ จะเข้าไปตั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการราย SMEs ที่มีแผนที่จะเข้าไป
 
การเข้าไปในธุรกิจโรงแรมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง เราสามารถเช่าหรือร่วมทุนกับนักธุรกิจกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจโรงแรม แต่เขามีปัญหาเรื่องการบริการเลยทำธุรกิจต่อไม่ได้ ปัจจุบันโรงแรมในจังหวัดเสียมเรียบมีจานวน 500 โรงแรม และตามแผน Vision 2020 ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวกัมพูชาจำนวน 7 ล้านคนนั้น จังหวัดเสียมเรียบยังต้องการโรงแรมเพิ่มอีก 200 - 300 โรงแรม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปัจจุบันธุรกิจเสียมเรียบร้อยละ 90 เป็นโรงแรมและภัตตาคาร โดยมีจำนวนของภัตตาคารมากกว่าโรงแรม
 
ธุรกิจตัวที่สองที่น่าสนใจคือ ธุรกิจสถาบันฝึกอบรมวิชาชีพท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง ควรมีสถาบันเปิดสอนทั้งหลักสูตรไกด์ทัวร์ การบริการโรงแรม การจัดการโรงแรม การบริหารจัดการภัตตาคารและร้านอาหาร เพราะปัจจุบันประชากรของกัมพูชามีทั้งหมด 14 ล้านคน เป็นกำลังแรงงาน (วัดจากอายุมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป) มีจำนวน 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีแรงงานที่ทำงานในธุรกิจโรงแรม 4 แสนคน หากในอีก 5 ปีข้างหน้านักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นหลักสิบล้านคนกัมพูชาจะไม่สามารถผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวได้ทัน กัมพูชาต้องเตรียมบุคลากรท่องเที่ยวอีก 4 แสนคนในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจสถาบันฝึกอบรมข้างต้นจะเป็นทางออกตามกฎหมายการลงทุนของกัมพูชาได้ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุนโดยเฉพาะโรงแรมและสถาบันฝึกอบรม
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังในการทำธุรกิจในกัมพูชาขณะนี้คือ ต้นทุนในการทำธุรกิจโดยเฉพาะราคาที่ดินและค่าเช่าอาคารสถานที่แพงมาก เช่น ค่าเช่าสำนักงานในใจกลางเมือง (บริเวณย่าน Pub Street) ในเมืองเสียมเรียบราคาตารางเมตรละ 2,000 เหรียญสหรัฐ ต้องจ่ายล่วงหน้าอีก 6 เดือน และต้องทำสัญญาอย่างน้อย 3 ปี อย่างไรก็ตามค่าแรงก็ถือได้ว่ายังถูกอยู่ที่ 128 เหรียญต่อเดือน สิ่งที่ต้องคิดต่อไปก็คือว่าในช่วงที่เป็นไม่ใช่ช่วงท่องเที่ยว (Low Season) คือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมนั้นนักลงทุนไทยจะหาธุรกิจอื่นมาชดเชยนักท่องเที่ยวที่ลดลงได้อย่างไร
 
 
 
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์