หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
สหรัฐฯ จะเอาอย่างไรกับอาเซียน และไทย

26 พฤษภาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2423)
 

     

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนา TU - ASEAN Forum ครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ "อาเซียน ไทย และมหาอำนาจในยุคแห่งการปฏิรูป" ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสถานการณ์ภูมิภาคอันเป็นที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบของ "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ "อาเซียน" ที่กำลังจะก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประชาคมอาเซียน ภายในสิ้นปีนี้ หนึ่งในนั้นมีการเสวนาหัวข้อ "ความสัมพันธ์อาเซียน ไทย กับ สหรัฐอเมริกา" ซึ่ง รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผอ.ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์บริบทความสัมพันธ์และท่าทีของมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ต่ออาเซียนและไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศมีบทบาทในภูมิภาคอาเซียนมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในสมัยสงครามเย็น โดยใช้ยุทธศาสตร์ "Hub and Spokes"

กล่าวคือ สหรัฐฯ เป็นดุมล้อ ประเทศต่าง ๆ เป็นซี่ล้อ ซึ่งจะเน้นความสัมพันธ์ในกรอบทวิภาคีพอสิ้นสุดสงครามเย็นปรากฏว่า ระบบที่เรียกกันว่าเป็นระบบ 2 ขั้วอำนาจที่มีสหรัฐฯ ขั้วหนึ่ง และคอมมิวนิสต์ขั้วหนึ่ง ก็เหลือขั้วเดียว เกิดเป็นระบบ 1 ขั้วอำนาจ (Unipolar System) โดยที่สหรัฐฯ ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลกอย่างไม่มีคู่แข่ง ดังนั้น สหรัฐฯ จึงมีบทบาทอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา มีลักษณะของการครองความเป็นเจ้าในฐานะมหาอำนาจอับดับ 1 ของโลก ทั้งด้านการทหาร และเศรษฐกิจ
 
อย่างไรก็ตาม ในเวลาไม่นานนักหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลงก็เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับโลกคือ การผงาดขึ้นมาของจีน (The Rise of China) ที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องกังวล โดยเฉพาะการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียน ทำให้สหรัฐฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์แผ่สกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของจีนหรือถ่วงดุลย์จีน หรือปิดล้อมจีน นอกจากนี้ การผงาดของอาเซียน (The Rise of ASEAN) ยังทำให้สหรัฐฯ มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป ในเมื่อจีนก็ผงาดขึ้นมา อาเซียนก็ผงาดขึ้นมา ดังนั้นยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ก็คือต้องปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน สกัดกั้นอิทธิพลของจีนที่กำลังมาตีสนิทกับอาเซียนเช่นเดียวกัน โดยมี 4 เป้าหมาย คือ
1) การครองความเป็นเจ้า
2) การสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน ปิดล้อม ถ่วงดุลย์
3) การป้องกันไม่ให้ประเทศในเอเชียรวมกลุ่มโดยไม่มีสหรัฐฯ และ
4) เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
 
  
 
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาเป็นรูปร่างอย่างชัดเจนในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา โดยในปี 2009 (พ.ศ.2552) สหรัฐฯ ตัดสินใจประชุมสุดยอดกับอาเซียนครั้งแรก ส่งทูตมาประจำอาเซียนเสนอตัวว่าอยากจะเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM+) รวมทั้งการเปลี่ยนนโยบายต่อเมียนมาใหม่จากปิดล้อม โดดเดี่ยว คว่ำบาตร มามีปฏิสัมพันธ์ และมีข้อเสนอความร่วมมือภายใต้ความริเริ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (US - Lower Mekong Initiative) กับ 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม (ไม่ยอม นับจีนเข้าร่วม) ต่อมา ปี 2010 (พ.ศ.2553) สหรัฐฯ เปิดประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้ ในตอนที่นางฮิลลารี คลินตัน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ มาประชุมกับอาเซียนก็เริ่มแทรกแซง ทำให้ปัญหานี้ปะทุขึ้นมา และประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิก "การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit)" และในปี 2011 (พ.ศ.2554) ประธานาธิบดีโอบามาก็มาร่วมประชุมด้วยเป็นครั้งแรก ที่ East Asia Summit ขยายจากบวก 6 (+6) มาเป็นบวก (+8) และเข้าร่วมประชุม ADMM + 8 ในปี นั้นด้วย พอปี 2012 (พ.ศ.2555) ยิ่งเห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ รุกใส่อาเซียน จากคำสำคัญ (keyword) 3 คำคือ ทีพีพี (TPP), พีฟเวิท (Pivot) และรีบาลานซิง (Rebalancing) โดยสหรัฐฯ ผลักดันชัดเจนที่จะให้ทีพีพี (TPP) เป็นเอฟทีเอ (FTA) ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค เพราะมองว่าเอฟทีเอ (FTA) ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ไม่มีสหรัฐฯ เลยขณะที่อาเซียนมีเอฟทีเอ (FTA) เต็มไปหมด สหรัฐฯก็ประกาศยุทธศาสตร์รีบาลานซิง (Rebalancing) ว่าจะกลับเข้ามาสร้างสมดุลย์ สร้างดุลยภาพใหม่ให้เกิดขึ้นในภูมิภาค แต่จริง ๆ แล้วเป้าหมายก็คือแค่ 4 ประการข้างต้น
 
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปี 2013 (พ.ศ.2556) ถึงปัจจุบัน สถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ทั้งอาหรับสปริงส์ กลุ่มก่อการร้ายกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส (IS) ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับไปให้ความสำคัญกับตะวันออกกลาง มิหนำซ้ำยุโรปก็ลุกเป็นไฟ จากการผนวกไครเมียของรัสเซียเกิดความตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ตะวันตกโดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำก็ประกาศคว่ำบาตรลงโทษรัสเซีย สหรัฐฯ จึงไปให้ความสำคัญกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ทำให้ในขณะนี้สหรัฐฯ มีสงครามหลายด้าน และกำลังเสียสมาธิจนด้านเอเชียเริ่มแผ่วลง ขณะเดียวกันกับที่จีนผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีการผลักดันข้อเสนอต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอล่าสุด การจัดตั้ง "ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย" หรือเอไอไอบี (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) ซึ่งสหรัฐฯ ต่อต้านมาตลอด โดยพยายามลอบบี้พันธมิตรในภูมิภาคไม่ให้ร่วมเอไอไอบี (AIIB) ของจีน แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีประเทศไหนฟังสหรัฐฯ ยกเว้นญี่ปุ่นประเทศเดียว เอไอไอบี (AIIB) นี้เองที่ อ.ประภัสสร์ กล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่จีนเริ่มจะท้าทายระเบียบเศรษฐกิจโลกของสหรัฐฯ ท้าทายระเบียบการเงินโลกของสหรัฐฯ ที่แต่ก่อนมีแต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) มีแต่ธนาคารโลก (World Bank) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่สหรัฐฯ ควบคุมหมด จากเอไอไอบี (AIIB) แทนที่สหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวจีน กลับกลายเป็นสหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวเสียเอง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการถดถอยของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และการผงาดขึ้นมาของจีนอย่างชัดเจน ส่วนในกรอบความสัมพันธ์ สหรัฐฯ กับไทยนั้น อ.ประภัสสร์ วิเคราะห์ว่า ด้วยปัญหาการเมืองภายในของไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยสูญเสียบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาค สูญเสียความน่าเชื่อถือในฐานะการเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ สหรัฐฯเริ่มไปแสวงหาพันธมิตรใหม่ ๆ ทว่าจุดที่แตกต่างของรัฐประหารปี 2014 (พ.ศ.2557) โดย คสช. นั้นคือท่าทีของไทยที่หากเป็นก่อนหน้านี้ (รัฐประหารปี 2006 หรือ พ.ศ. 2549) เราคงต้องรีบร่างรัฐธรรมนูญจัดการเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศที่ต้องใช้เวลามากหน่อย แม้จะโดนกดดันอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่นิ่งรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเรื่องการทูต แต่กลับเดินหน้ามียุทธศาสตร์ในเชิงรุกเข้าหาจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และอาเซียน เช่นเดียวกันในขณะที่ไทยเกิดช่องว่างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีนก็เร่งเข้ามาตีสนิท ยิ่งหลังจากการเดินทางเยือนไทยของนายแดเนียล รัสเซลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ ร้าวลึกลงไปอีก
 
ทั้งนี้ อ.ประภัสสร์ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ไทย - สหรัฐฯ ในอนาคต ได้แก่
1) ปัจจัยภายในของไทยเอง ถ้ามีรัฐธรรมนูญมีการเลือกตั้ง แรงกดดัน และการปฏิสัมพันธ์ในเชิงลบต่อไทยน่าจะลดลง
 
2) ยุทธศาสตร์ของไทย ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรกับสหรัฐฯ และมหาอำนาจอื่น ๆ แม้สิ่งที่เห็นตอนนี้คือใกล้ชิดกับจีน ญี่ปุ่น รัสเซียมากขึ้นแต่ก็ยังต้องตอบคำถามว่านี่เป็น Tactical Move คือแสดงให้เห็นว่าเรากำลังใกล้ชิดกับจีน เพื่อให้สหรัฐฯรีบเปลี่ยนท่าที หรือเป็น Strategic Move ที่เป็น Permanent Move หากเป็นเช่นนั้นก็จะถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการทูตไทยที่ในอดีตเราพยายามเดินสายกลาง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจแต่เรากำลังจะเอียงเข้าหาจีนอย่างถาวรหรือไม่ ซึ่งตรงนี้คงต้องดูต่อไปอีกสักระยะ
 
3) บทบาทของมหาอำนาจอื่น ๆ ในภูมิภาคคือจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย ว่าแต่ละประเทศวาง position กับไทยแค่ไหน
 
4) ปัจจัยภายในของสหรัฐฯ ที่ตอนนี้กำลังใกล้เลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่รัฐบาลโอบามาได้สูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ไม่สามารถดำเนินยุทธศาสตร์ในเชิงรุกได้ ฉะนั้น จึงมีข้อจำกัดในการรีบาลานซิง (Rebalancing) อาจจะต้องรอรัฐบาลหน้าหรือไม่ที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ครั้งใหญ่ต่อภูมิภาค และยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เองก็ออกได้หลายหน้า ซึ่งขณะนี้ก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าสหรัฐฯ คิดอย่างไรกับไทย จะกดดันไทยต่อ จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับไทย หรือเลิกสนใจไทยไปแล้ว และ
 
5) การเสื่อมถอยของสหรัฐฯ ข้อนี้เป็นปัจจัยระยะยาว สหรัฐฯ กำลังเสื่อม แต่จะเสื่อมแค่ไหนถดถอยแค่ไหน แม้ยังไม่ชัดแต่ถ้าดูจากเอไอไอบี (AIIB) ก็น่าเป็นห่วง หรือจากทีพีพี (TPP) ก็น่ากังวลเพราะจนถึงป่านนี้แล้วก็ยังทำท่าว่าจะไปไม่ถึงไหนเลย

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์